ไฮไลท์

แมนฯซิตี้ 1-1 ลิเวอร์พูล : ไฮไลท์ประตู

รวมทุกแอคชั่น ณ เอติฮัด สเตเดียม จากเกมที่ยากลำบาก
แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ตามตีเสมอลิเวอร์พูล ก่อนจะพลาดโอกาสขึ้นนำจากจุดโทษของเควิน เดอบรอยน์ ในช่วงครึ่งเวลาแรก

"บิ๊กแมตช์" พรีเมียร์ลีก ประจำสัปดาห์ เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา เจ้าถิ่น "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อันดับ 12 เปิดบ้านรับมือแชมป์เก่า ลิเวอร์พูล ที่หล่นมาอยู่อันดับ 4 ซึ่งก่อนเกมโดน "จิ้งจอกสยาม" แซงขึ้นนำเป็นจ่าฝูงไปก่อน หากเกมนี้  "หงส์แดง" บุกมาคว้าชัยจะแซงทั้ง เซาธ์แฮมป์ตัน, สเปอร์ส และเลสเตอร์ ซิตี้ กลับไปนั่งจ่าฝูงเหมือนเดิม

เกิดอะไรขึ้นบ้าง?

เปิดฉากมาแค่นาทีแรก "หงส์แดง" เกือบได้ลุ้นเลยหลัง เทรนท์ อาร์โนลด์ เปิดยาวให้ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ หลุดเดี่ยวเข้าไปแตะบอลหลบ เอแดร์ซอน แต่บอลไปแฉลบนายด่านชาวบราซิเลี่ยนก่อนออกหลังไปก่อน

แต่แล้วเพียงนาทีที่ 12 ไคล์ วอล์คเกอร์ ไปฟาวล์กระแทกใส่ ซาดิโอ มาเน่ ในเขตโทษอย่างชัดเจน ผู้ตัดสิน เคร็ก พาวสัน เป่าเป็นจุดโทษทันทีโดยไม่ต้องใช้วีเออาร์ ก่อนที่ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ จะซัดเข้าไปไม่พลาดให้ ลิเวอร์พูล บุกมานำ "เรือใบ" 1-0 และเป็นประตูที่ 8 ของสตาร์ทีมชาติอียิปต์นำดาวซัลโวร่วมกับ ซน ฮึง-มิน, เจมี่ วาร์ดี้, และโดมินิค คัลเวิร์ต-ลูวิน

"เรือใบสีฟ้า" พลาดโอกาสตีเสมออย่างน่าเสียดายหลัง เควิน เดอ บรอยน์ ครอสบอลผ่านหน้าปากประตูถึง ราฮีม สเตอร์ลิง แต่งบอลซัดไปติด อลีซง เบ็คเกอร์ ก่อนจังหวะสุดท้ายโดน โฌเอล มาติป เคลียร์ออกไป

แต่แล้ว นาที 31 แมนฯซิตี้ มาไล่ตีเสมอ "หงส์แดง" 1-1 สำเร็จ บอลจาก ไคล์ วอล์คเกอร์ แทงเข้ากลางให้  เควิน เดอ บรอยน์ ก่อนจ่ายเข้ากรอบให้ กาเบรียล เชซุส พลิกบอลหลบ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ เข้าไปจิ้มบอลผ่านมืออลิซอน เข้าไปตีเสมอให้ซิตี้ได้สำเร็จ

นาที 40 เควิน เดอ บรอยน์ ครอสบอลจากด้านข้างไปติด โจ โกเมซ ในเขตโทษ ซึ่งแข้งเรือใบต่างวิ่งมาประท้วง เคร็ก พาวสัน ว่าโดนแขนโกเมซ ก่อนผู้ตัดสินจะวิ่งไปดูจอ VAR ข้างสนามแล้วกลับมาชี้ให้จุดโทษแต่เจ้าถิ่น ทว่า เควิน เดอ บรอยน์ ดันยิงพลาดซัดด้วยขวาส่งบอลหลุดเสาออกไปอย่างน่าเสียดาย สกอร์ยังเสมอกัน จบครึ่งแรก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เสมอกับ ลิเวอร์พูล 1-1

กลับมาเล่นต่อครึ่งหลัง แค่เปิดฉากมาก็แลกกันสนุก นาที 48 แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน พยายามครอสไปหน้าปากประตูบอลเกือบถึง ฟีร์มีโน่ แต่เอแดร์ซอนออกมาตัดรับไว้ได้ และจากบอลสวนกลับของ "ซิตี้" บอลขึ้นมาถึง เควิน เดอ บรอยน์ ครอสแรงไปหน้าประตูจะถึง กาเบรียล เชซุส อยู่แล้วแต่โดน อลีสซง ออกมาตัดบอลได้เช่นกัน

นาที 50 โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ปั่นบอลด้วยซ้ายหน้ากรอบบอลแฉลบจน เอแดร์ซอน ต้องออกมาทุบ ก่อนจะไปเข้าทาง ดีโอโก้ โชต้า ในเขตโทษ แต่งบอลแล้วซัดด้วยซ้ายแต่ยิงไม่ดีบอลเบาไปเข้ามือ เอแดร์ซอน อีกครั้ง

ถัดมาอีกเพียง 5 นาที โอกาสของ "เรือใบ" บ้าง คราวนี้ เฟร์ราน ตอร์เรส ตักบอลข้ามแนวรับให้ กาเบรียล เชซุส วิ่งสอดเข้ามาเทกตัวโขกเหน่งๆ แต่โหม่งบอลถากเสาแรกออกไปอย่างน่าเสียดาย

นาที 59 เจอร์เก้น คล็อปป์ เปลี่ยนตัวคนแรกส่ง เซอร์ดาน ชากิรี่ ลงไปเล่นแทน โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ก่อนอีกสองนาทีถัดมา เป๊ป กวาร์ดิโอล่า แก้เกมบ้างส่ง แบร์นาร์โด้ ซิลวา ไปเล่นแทน เฟร์ราน ตอร์เรส

ต่อมาในนาทีที่ 62 ข่าวร้ายของ "หงส์แดง" เมื่อต้องเสีย เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ที่บาดเจ็บกล้ามเนื้อจนเล่นต่อไม่ไหว ต้องส่ง เจมส์ มิลเนอร์ ลงเล่นแทน

ช่วงท้ายเกม ทั้งสองทีมหาโอกาสเข้าทำค่อนข้างยาก ขณะที่ฝนกก็ยังตกไม่มีหยุด ก่อนจบเกมกินกันไม่ลง แมนฯ ซิตี้ เสมอกับ ลิเวอร์พูล 1-1 แบ่งแต้มกันไป ทำให้ "เรือใบสีฟ้า" มีแต้มเพิ่มเป็น 12 คะแนนจากการเล่นแค่ 7 นัด รั้งอันดับ 11 ส่วน "หงส์แดง" แซงนักบุญขึ้นมารั้งอันดับ 3 มี 17 คะแนนเท่ากับ สเปอร์ส แต่ลูกได้เสียเป็นรอง โดยตามหลังจ่าฝูง เลสเตอร์ ซิตี้ แค่คะแนนเดียว

โดดเด่นที่สุดในเกม: กันเซโล่ 

เจา กันเซโล่ สร้างความประทับใจตลอดสองถึงสามเดือนแรกของช่วงต้นฤดูกาล

แบ็คขวาเลือดโปรตุกีสที่เล่นเป็นแบ็คซ้ายได้เพิ่มมิติใหม่ในการโจมตีทางกราบซ้าย ด้วยเทคนิคและเล่ห์เหลี่ยมอันยอดเยี่ยมของเขา

บางครั้งขึ้นไปเติมจนเหมือนเป็นแนวรุกของทีมที่ฝั่งซ้ายอีกคน และเขาก็สร้างโอกาสได้เช่นกัน

การครอสไปหาเฆซุส ในช่วงก่อนหนึ่งชั่วโมงของเกม เป็นโอกาสที่น่าจะเป็นประตูสุดๆ แต่นั่นก็ไม่ได้เบี่ยงเบนความสนใจไปจากการโชว์ผลงานที่ดีของดาวเตะโปรตุเกส

ตลอดไปจนเกมรับ กันเซโล่ ก็รับมือกับอีกหนึ่งทีมที่มีเกมรุกที่ดีที่สุดในยุโรปได้เช่นกัน

 

ได้รับความนิยม
เข้าชมพันธมิตรของสโมสรทั้งหมด

Mancity.com

31?