เลรอย ซาเน่ เบิกสกอร์ในซีซั่น 2018/19 แม้ว่าซิตี้จะถูกเฉือนเอาชนะไปได้ในช่วงทดเวลาเจ็บ ฟุตบอลอินเตอร์เนชั่นแนล แชมป์เปี้ยน คัพ

เลรอย ซาเน่ นักเตะดาวรุ่งดีเด่นประจำปีของพีเอฟเอ ได้เบิกสกอร์ที่สนามเมตไลฟ์ ก่อนที่ช่วงท้ายเกม ลิเวอร์พูลมาได้ลูกจุดโทษ เนื่องจากโซลันกี้ ถูกกระแทกในกรอบเขตโทษ มาเน่ยิงจุดโทษเข้าไป หงส์แดงพลิกกลับขึ้นมานำ 2-1 หลังจากที่ซาลาห์ตีเสมอให้ลิเวอร์พูล

เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ยังคงนำนักเตะดาวรุ่งลงสนามหลายรายเหมือนกับเกมที่เจอโบรุสเซียร์ ดอร์ทมุนด์ เปลี่ยนผู้เล่นเพียงหนึ่งราย คาเมรอน ฮัมพรีย์ เป็นตัวจริงแทน ดักลาส หลุยส์

กัปตันเคลาดิโอ้ บราโว่ ยังคงยืนเฝ้าเสา ประสานกับแผงหลังอย่างลุค โบลตัน, ฮัมพรีย์, อีริค การ์เซีย และเจสัน เดนาแยร์ ในขณะที่ซินเชนโก้ รั้งมิดฟิลว์ตัวรับอยู่ด้านหลังบราฮิม ดิแอซ และฟิล โฟเด้น ในขณะที่ริยาด มาห์เรซ และแจ๊ค แฮร์ริสัน ประจำปีกสองข้าง และมีลูคัส เอ็นเมช่า คอยล่าตาข่าย

ซิตี้มีโอกาสยิงครั้งแรกของเกมนี้ ในนาทีที่ 13 เมื่อมาห์เรซ โยนบอลให้เอ็นเมช่า ที่พาบอลเข้าไปดวลตัวต่อตัวกับ คาริอุส แต่นายทวารหงส์แดงสกัดไว้ได้ ก่อนที่ฟาบินโญ่ จะเคลียร์ออกหลัง

ชาวซิตี้เซ่นเรียกร้องจุดโทษจากกรรมการแต่ไม่ได้รับความสนใจ นาทีที่ 20 เดนาแยร์ ซัดบอลเฉียดไปไม่กี่นิ้วหลังจากรับลูกตัดที่ผ่าเข้ามากลางเขตโทษ ในขณะที่บราโว่ก็ใช้มือเซฟบอลอันตรายของลิเวอร์พูลไว้ได้ทัน

ก่อนจบครึ่งแรก แมนฯ ซิตี้เรียกร้องจุดโทษอีกครั้ง โบลตันถูกแอนดี้ โรเบิร์ตสัน กระแทกล้มลง แต่กรรมการก็ไม่สนใจ

ครึ่งหลัง เลรอย ซาเน่ และ แบร์นาโด้ ซิลวา ได้ลงเล่นเป็นตัวสำรอง

ในที่สุดประตูแรกของเกมก็เกิดขึ้น แมนฯ ซิตี้ได้ประตูขึ้นนำ จากจังหวะที่เบร์นาโด้ ซิลวา ผ่านบอลให้กับซาเน่ ปีกชาวเยอรมันใช้ความเร็วหลอกล่อแผงหลังลิเวอร์พูลและหนีด่านฟานไดค์ ก่อนที่จะซัดด้วยซ้ายจบสกอร์งดงาม ทำให้ซิตี้ ออกนำ 1-0 ในนาทีที่ 57

หลังจากลิเวอร์พูลเสียประตู เจอร์เกิ้นก็ส่งซาลาห์มาเล่นเป็นตัวสำรอง และเขาโหม่งตีเสมอผ่านโจ ฮาร์ท จากจังหวะที่ ราฟาเอล คามาโช่ เปิดบอลจากกราบขวา สกอร์เสมอกัน 1-1 แต่รีเพลย์ระบุว่า ดาวยิงชาวอียิปต์ทำออฟไซด์

ซิตี้พยายามโหมบุกเพื่อทำประตูที่สอง ในขณะที่ลิเวอร์พูลมีโอกาสเข้าทำสองครั้งในช่วงท้ายเกม และในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ลิเวอร์พูลก็ได้ลูกจุดโทษ จากการที่โซลันกี้ ถูกโทสิน อาดาราบิโอโย กระแทกในกรอบเขตโทษ โดย มาเน่ สังหารจุดโทษเข้าไปทำให้ลิเวอร์พูลพลิกขึ้นนำ 2-1

แมนออฟเดอะแมตช์ ยกให้เซ็นเตอร์แบ็ค ฮัมพรีย์ ที่ได้โชว์ฟอร์มได้ดีเทียบเคียงรุ่นพี่ และได้สกัดกั้นบอลอันตรายอยู่หลายครั้ง

เกมต่อไป ซิตี้จะเดินทางไปไมอามี่ เพื่อจะเจอบาเยิร์น มิวนิก เช้าวันอาทิตย์ 29 ก.ค. 06.05 น. ตามเวลาประเทศไทย

ด้านเป๊ป กวาร์ดิโอล่า แถลงหลังเกมว่า "สิ่งที่เราทำมันยอดเยี่ยมมาก โดยเฉพาะ 75 นาทีแรกที่ทีมนักเตะได้ต่อสู้อย่างกล้าหาญกับทีมที่ผ่านเข้ารอบไฟน่อลในแชมป์เปี้ยน ลีก

"ผมภูมิใจและดีใจมาก ที่ได้เป็นผู้จัดการทีมของนักเตะเหล่านี้ เรามีบุคลิกที่น่าทึ่งมาก ในครึ่งแรก เราคือทีมนักเตะที่มีอายุเฉลี่ยน้อยกว่าคู่ต่อสู้

"ในช่วง 15 นาทีสุดท้าย เราเหนื่อยมากๆ เราได้เปลี่ยนตัวนักเตะในช่วงสามนาทีสุดท้าย ลิเวอร์พูลสมควรที่จะได้ประตู"

ส่วนเจอร์เกิ้น คล็อปป์ แถลงว่า "เป๊ป ไม่ชอบเป็นฝ่ายแพ้ ผมไม่ค่อยดีใจนักหรอกกับเกมเจอดอร์ทมุนด์

"นี่ไม่ได้บ่งบอกใดๆ เป็นแค่เกมๆ หนึ่ง"