นักเตะทีมชาติสเปนคนนี้ได้เดินตามรอยนาบาสในการย้ายจากเซบีย่า มาซบอกซิตี้

เขาโด่งดังตั้งแต่ได้เป็นกำลังสำคัญของลาลีกาเมื่อ 2-3 ปีก่อน นักเตะวัย 27 ปีคนนี้เป็นผู้ทำประตูเป็นอันดับที่สี่ของสเปนเมื่อฤดูกาลที่แล้วด้วยการซัลโว 25 ประตูในลีก เป็นรองก็แต่ ลีโอเนส เมสซี่, คริสเตียนโน โรนัลโด้ และรามาเดล ฟัลเกา การ์เซีย

เขาจบการศึกษาจาก ราโร บาเยกาโน่ ยูธ อะคาเดมี่ นักเตะผู้มีความสูงถึง 185.4 เซนติเมตร เคยลงเตะในดิวิชั่นสามก่อนที่ริอัล แมดริดจะพาไปร่วมทีมในปี 2548

แม้ว่านักเตะชาวแมดริดผู้นี้จะไม่เคยเล่นในทีมตัวจริงมาก่อนที่ซานติอาโก เบอร์นาบู แต่เขาก็ได้ลงเล่นในทีมบีอย่างสม่ำเสมอ รวมถึง ฆาร์บี การ์เซีย, ฌอน มาตา และอัลบาโร อาร์เบลัว

Negredo1

สองปีที่อยู่กับริอัล แมดริด เขาก็ได้มีโอกาสที่จะเป็นนักฟุตบอลแถวหน้า โดยได้ไปอยู่กับอัลมีเรียในปี  2550 และเนเกรโดก็ได้กลายเป็นขวัญใจแฟนๆ ในอันดัลอูเซีย โดยซัลโว 32 ประตูในสองฤดูกาลให้กับสโมสร

เขาไม่ได้ทำให้สโมสรผิดหวัง เนื่องจากได้ยิงประตู 70 ประตู ในการลงสนาม 139 เกมตลอดสี่ฤดูกาล 

เนเกรโดได้ลงเตะรับใช้ชาติ เมื่อมีการเปลี่ยนตัวเฟอร์นันโด ตอเรส ในศึกเวิล์ดคัพ โดยเกมนั้นสเปนชนะอาร์มาเนีย 2-1 ในรอบคัดเลือกเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2552

หลังจากนั้น 2-3 วัน เขาได้ทำประตูให้กับสเปนเมื่อได้ลงเตะคู่กับเอดิน เซโก้ ที่บอสเนีย และชนะเซนิกาไป 5-2

เนเกรโดเป็นนักเตะของเซบีย่า ที่ได้ทำให้ทีมได้ครอง 2010 โคป้า เดล เรย์ และได้ดวลแข้งกับเซอร์จิโอ้ อากูเอโร่ ในรอบชิงชนะเลิศของทีมแอตเลติโก้ แมดริด ต้องขอบคุณเฆบุส นาบาลที่ทำประตูชัยให้แม้จะอยู่ในช่วงบาดเจ็บ

นอกเหนือจากการยกระดับสโมสรในสังกัดแล้ว อัลบาโรยังได้ถูกเสนอชื่อในการทำศึกเวิลด์คัพ 2553 แต่เขาได้รับใช้ชาติในศึกยูโร 2555 และได้ลงสนามสองครั้ง รวมทั้งแมตช์เปิดเกมการแข่งขันปะทะกับโปรตุเกสในรอบรองชนะเลิศ ก่อนที่ทีมชาติสเปนจะคว้าแชมป์ที่เคียฟ

เนเกรโดได้ร่วมทีมชาติ 14 ครั้งและยิงได้ 6 ประตู แมตช์สุดท้ายที่ได้สวมเสื้อทีมเซบียา เฉือนเอาชนะวาเลนเซียไปได้ 4-3 ในวันที่ 11 มิถุนายน 2556 ซึ่งเนเกรโดทำประตูให้กับทีมมากถึง 4 ประตู

เขาจะสวมเสื้อทีมหมายเลข 9