วินเซนน์ คอมพานี่ วัย 28 ปี ได้จรดปากกาทำสัญญาห้าปีปักหลักอยู่ที่เอทิฮัด สเตเดี้ยม จนกระทั่งปี 2019 โดยรวมแล้วเขาจะอยู่กับสโมสรเป็นเวลา 11 ปี

นักเตะชาวเบลเยี่ยมได้ทำสัญญาต่อจากอเล็กซานดาร์ โคลารอฟ, ซามีร์ นาสรี และดาบิด ซิลบา ก่อนเปิดฤดูกาล 2014/15 ปะทะนิวคาสเซิลในวันอาทิตย์นี้

เขาได้กล่าวกับเว็บไซด์ mcfc.co.uk ว่า “เมื่อผมได้เดินทางมาที่นี่ในปี 2008 ผมไม่เคยคิดฝันว่าเราจะได้ประสบความสำเร็จในช่วงหกปี สำหรับผม นี่คือการเริ่มต้นการเดินทาง

“ทีมมีความแกร่งมากในขณะนี้แบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เรามีการแข่งขันในทุกตำแหน่งและในห้องแต่งตัวก็เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น และมีแต่ผู้ที่ต้องการจะสร้างประวัติศาสตร์ด้วยกัน

“การชูถ้วยแชมป์พรีเมียร์ ลีก , เอฟเอ คัพ และแคปปิตัล วัน คัพ เป็นสี่วันแห่งความทรงจำที่พิเศษสุดของผม ซึ่งผมมั่นใจว่ายังมีหลายโอกาสมากมายอยู่ข้างหน้า

“มีหลายสถิติที่ผมต้องการจะทำลาย และหวังว่าการเซ็นสัญญาฉบับใหม่เป็นการประกาศคำมั่นสัญญาของผมที่ต้องการจะต่อสู้เพื่อถ้วยรางวัลมากมายให้กับสโมสรที่พิเศษสุด”

...วินเซนต์ คอมพานี่...

 

“เรามีเป้าหมายที่ตรงกันและมีเรื่องที่ต้องการไขว่คว้าอยู่ข้างหน้า ครอบครัวของสโมสร การเปิดตัวของซิตี้ฟุตบอลอะคาเดมี่ นักเตะที่เข้ามาใหม่ผ่านระบบนักเตะเยาวชน แล้วทำไมคุณจะต้องไปอยู่ที่อื่นด้วยล่ะ”

นับตั้งแต่การย้ายมาจากแฮมเบิร์กในปี  2008 วินเซนต์ก็ได้เป็นตัวสำคัญในแดนกลางของซิตี้และเป็นกำลังสำคัญในการฟาดแข้งที่อังกฤษ โดยรวมลงเล่น 240 นัดในทุกรายการตลอดหกฤดูกาล

ในตอนนั้น คอมพานี่ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในแดนหลังที่ดีที่สุดในโลก มีความสม่ำเสมอในการโชว์ฟอร์มในแดนหลังตัวกลาง แล้วยังเป็นตัวแทนของสโมสรระดับโลก



การเริ่มต้นงานที่ซิตี้ในฐานะกองหลังมิดฟิลว์ภายใต้การกุมบังเหียนของมาร์ค ฮิวจ์ นักเตะทีมชาวเบลเยี่ยมได้ลงเล่นนัดแรกในพรีเมียร์ ลีก ด้วยการเอาชนะเวสต์ แฮม 3-0 ในวันที่ 24 ส.ค. ปีค.ศ. 2008

หลังจากสร้างความประทับใจในฤดูกาลแรก วินเซนต์ก็ได้เริ่มต้นฤดูกาล 2009/10 ในตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ๊คและได้ก่อร้างสร้างตัวขึ้นมาจนเป็นหนึ่งในแดนหลังที่ดีที่สุดของอังกฤษเข้าคู่กับโจเลียน เลสกอตต์

หลังจากที่เขาประสบความสำเร็จในวงการฟุตบอลอังกฤษ แดนหลังผู้้นี้ก็ได้รับสัญญาห้าปีในเดือนตุลาคม 2009 หลังจากที่ได้อยู่กับสโมสรเพียง 14 เดือน

 

“ก่อนฤดูกาล 2010/11 คอมพานี่ได้สวมเสื้อเบอร์ 4 และเป็นนักเตะไอคอนของแมนเชสเตอร์ ซิตี้”

...mcfc.co.uk...

 

เขาได้เป็นส่วนหนึ่งสร้างแคมเปญประวัติศาสตร์ให้กับสโมสร โดยได้คว้าแชมป์เอฟเอ คัพ ที่เวมบลีย์ หลังจากที่แฟนๆ เรือใบสีฟ้ารอมานาน 35 ปี แล้วยังได้ลุยศึกยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีก เป็นครั้งแรก

เขาได้รับเลือกให้เป็น PFA ทีมแห่งปีครั้งแรกและยังได้รับเลือกอีกสองครั้งต่อจากนั้น

เขายังได้รางวัลนักเตะดีเด่นของซิตี้ประจำปีและได้รับรางวัลนักเตะแห่งปีของผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการ

คอมพานี่ได้เทคโอเวอร์ตำแหน่งกัปตันจากคาร์ลอส เตเวซ ในฤดูกาล 2011/12  และเป็นครั้งแรกที่ทีมได้ยกถ้วยรางวัลพรีเมียร์ ลีก หลังจากที่รอมานานถึง 44 ปี

ในฤดูกาลนั้น เขาได้ลงเล่น 31 นัดในพรีเมียร์ ลีก และได้ยิงประตูหนึ่งที่สำคัญมากของสโมสรและกลายเป็นประวัติศาสตร์ด้วย นั่นคือประตูชัยที่เอาชนะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่เอทิฮัด สเตเดี้ยม ในนัดที่เอาชนะ 1-0 ในวันที่ 30 เมษายน 2012

นับแต่นั้น วินเซนต์ก็ได้ชูถ้วยรางวัลพรีเมียร์ ลีก อีกครั้ง ควบแชมป์แคปปิตัล วัน คัพในฤดูกาล 2013/14 แล้วยังได้เป็นกัปตันพาทีมชาติเบลเยี่ยมในศึกเวิล์ด คัพ เป็นครั้งแรกนับแต่ปี 2002

ในวันสุดท้ายของฤดูกาล 2013/14 เขายังได้ยิงประตูในนัดที่เอาชนะเวสต์ แฮม 2-0 พาให้แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้แชมป์พรีเมียร์ ลีก สองสมัยในสามปี

แล้วเราก็จะได้ยินเสียงร้องของแฟนๆของกัปตันคอมพานี่ที่จะพร่ำร้องเพลงประจำตัวและเรียกชื่อเขาในเกมการแข่งขันอย่างไม่จบสิ้น


 

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ฟอลโลว์ทวิตเตอร์ @MCFCThai  และเยี่ยมชมเว็บไซด์ภาษาไทยอย่างเป็นทางการได้ที่ mcfc.co.th