แม้ว่าเขาจะยังไม่ได้นั่งคุมบังเหียนซิตี้อย่างเต็มตัว แต่การมารบที่เอทิฮัด สเตเดี้ยม ก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้แฟนๆ เรือใบสีฟ้ารู้จักเขาเป็นอย่างดี

เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เคยมาเยือนเอทิฮัดร่วมทัพบาเยิร์น มิวนิก ในเดือนตุลาคมปี 2013 และได้สร้างความปวดร้าวให้กับแฟนๆ ของทีมในอนาคตของเขา

แม้ว่าเขาจะแถลงหลังการแข่งแบบถ่อมตัวหลังจากเอาชนะด้วยสกอร์ 3-1 ว่า ทีมของเขายังมีหลายอย่างที่ต้องพัฒนาตัว แต่ถ้าดูจากสีหน้าของเขา และเสียงแว่วจากการที่เขาโทรศัพท์ไปหาเพื่อนก่อนจะแถลงข่าวนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะเขาบอกเพื่อนว่า “นี่มันเยี่ยมยอดมาก!”…

สำหรับประธานสโมสรบาเยิร์นและอดีตกองหน้า อูลิ โฮเนส ได้กล่าวไว้ในหนังสือของเป๊ป Martí Perarnau ไว้ดังนี้

80 นาทีที่เราเล่นฟุตบอลที่สมบูรณ์แบบ เป็นฟุตบอลที่ดีที่สุดที่ผมเคยเห็นมาในชีวิต

ในฐานะผู้จัดการทีมบาร์เซโลน่า เป๊ปมีความสุขกับการได้มาซึ่งชัยชนะ รวมทั้งการเข้าสู่รอบไฟน่อล ในแชมป์เปี้ยน ลีก และในลีก  

ชัยชนะเหนือริอัล มาดริด  5-0 ที่แคมพ์ นูว์ ในปี 2010 ได้สั่นสะเทือนวงการฟุตบอลของโลกและเขาได้รับการยกย่องว่าเป็นเซียนด้านแทคติก เป็นผู้นำวงออคเคสต้าที่ได้ผงาดขึ้นมาเป็นหนึ่งในโค้ชที่ดีที่สุดในเจนเนอเรชั่นของเขา

การไปอยู่นิวยอร์กและงดรับงานหนึ่งปีหลังจากคว้าสี่แชมป์ร่วมกับบาร์เซโลน่า กวาร์ดิโอล่าก็ได้หวนกลับมาเป็นฝ่ายบริหารที่บาเยิร์น มิวนิก และก็ได้สร้างประวัติศาสตร์อีกครั้ง ด้วยการคว้าสามแชมป์และทำให้สโมมสรกลายเป็นทีมบุนเดาลีกาที่เล่นฟุตบอลได้ดีที่สุดแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ กวาร์ดิโอล่าใช้เวลาสองเดือนในการระดมหาไอเดียในการใช้แท็คติกต่างๆ

บาเยิร์นปรากฎตัวอย่างแข็งแกร่ง แม้จะเสียหลักตอนเริ่มต้นฤดูกาล 2013/14 ด้วยการแพ้โบรุซเซีย ดอร์ทมุนด์ 4-2 ในศึกดีเอฟแอล ซูเปอร์คัพ  แต่หลังจากนั้นพวกเขาก็เอาชนะได้หมดในเจ็ดเกม

สำหรับผู้จัดการทีมคนอื่นๆ นี่อาจจะเป็นเหมือนฝันที่ได้เริ่มต้นเช่นนี้ แต่ในสายตาของเป๊ป มาตรฐานและระดับของฟอร์มการเล่นยังไม่ได้เป็นไปในแบบที่เขาพึงพอใจมากนัก

จนกระทั่งแชมป์ยุโรปได้เดินทางมายังแมนเชสเตอร์ ในการแข่งนัดที่สองของยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีก ในวันที่ 2 ตุลาคม 2013

ซิตี้ไม่เคยแพ้ใครในบ้านภายใต้การนำของบอสคนใหม่ มานูเอล เปเยกรินี่ และได้ถล่มแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 4-1 แต่แล้วในค่ำคืนนั้น พวกเขาก็ต้องมาประจันหน้ากับบาเยิร์น ที่คล้ายคลึงกับการเจอบาร์เซโลน่าเมื่อหกปีก่อนหน้านั้น

แม้ว่านัดก่อนหน้า บาเยิร์นจะเฉือนวูลฟ์เบิรืกไปแค่ 1-0 แต่การยกกำลังมายังอังกฤษกลับไม่ได้ทำให้ความมั่นใจลดลง กลายเป็นว่าเพิ่มสีสันมากขึ้นด้วยซ้ำ

พวกเขาไม่ได้กลัวเกรงเจ้าภาพฝั่งอังกฤษแม้แต่น้อย พวกเขาได้ครองพื้นที่มกามายและใช้แผนสยบยาย่า ตูเร, นาบาส,ซามีร์ นาสรี, เซอร์จิโอ้ อากูเอโร่ และเอดิน เซโก้

ริเบอรี่ได้ช่วยเบิกสกอร์ให้ทัพกวาร์ดิโอล่าในนาทีที่เจ็ด ด้วยการซัลโวระยะไกล หลายฝ่ายยอมรับว่าทีมเยือนมีฟอร์มเหนือกว่า

จนกระทั่งในนาทีที่ 80 อัลวาโร เนเกรโด้ ตัวสำรองของซิตี้ก็ได้ตั้งหลักได้ หลังจากที่เจอโรมถูกใบแดง ตอนนั้นบาเยิร์นได้โชว์แท็คติกของกุนซือเป๊ปและได้เล่นบอลอย่างก้าวร้าวและเฉียบคม เท่าที่เห็น มิวนิกได้ส่งบอล 94 ครั้งในสามนาทีสุดท้าย

นักข่าวจากเทเลกราฟ เฮนรี่ วินเตอร์ ได้กล่าวไว้ว่า “นี่คือความเร็วจากการเล่นฟุตบอลแบบบาเยิร์น มิวนิก ที่เล่นได้ดีไม่เปลี่ยนแปลงหลังจากคว้าถ้วยแชมป์เปี้ยน ลีก

เป๊ป กวาร์ดิโอล่า โค้ชคนใหม่ของบาเยิร์น ยังคงสร้างสรรค์ในเกมการแข่งด้วยการนำแผนหลากหลายมาใหแชมป์ยุโรปได้ใช้ เป็นหนึ่งชั่วโมงที่ได้เห็นมาสเตอร์คลาส

จบเกม โทนี่และบาสเตียนได้ส่งบอลอย่างแม่นยำ 95%  ด้านริเบอรี่และรอบเบ้นก็ได้ปั่นปั่นฟูลแบ๊คเต็มที่ในเกมนั้น ทีมได้สกัดกั้นและโจมตีหนักหน่วงในแดนกลาง ได้ถาโถมทำลายขวัญของซิตี้อย่างต่อเนื่อง

โธมัส มูลเลอร์ ได้ถูกจัดมาให้เป็นตัวจู่โจมแบบที่เป๊ปเคยบริหารลีโอเนล เมซซี่ ที่บาร์เซโลน่า และมูลเลอร์นี่เองที่ได้ยิงดับเบิ้ลให้ทีมเยือนได้สำเร็จ

เก้านาทีต่อมา เกมก็โอเวอร์เมื่อฮาร์ทไม่อาจสกัดบอลของรอบเบ้นที่พุ่งเข้าเสาใกล้ได้

แม้ว่าเนเกรโด้จะมาช่วยเจ้าบ้านในนาทีที่ 80 แต่เมื่อทุกคนได้ยินเสียงนกหวีดเป่าหมดเวลา พยานทั่วโลกก็ได้เห็นความพิเศษของกวาร์ดิโอล่าและทีมของเขาแล้ว

101 วันต่อจากนัดนี้ เป๊ปก็ตัดสินใจลาออกจากความสำเร็จที่อะลิแอนซ์ อารีน่า

อย่างไรก็ตาม ทัพเรือใบสีฟ้าทีจะสู้จนหยดสุดท้ายก็ได้มาโรมรันกับทัพกวาร์ดิโอล่าในนัดที่หก รอบกลุ่ม แชมป์เปี้ยน ลีก ซิตี้ไล่ตามจาก  2-0 กลับมาเอาชนะได้งดงาม 3-2

เป็นความพ่ายแพ้ในบ้านของบาเยิร์น มิวนิก และอาจเป็นสัญญาณว่าแม่ทัพคนเก่งจะต้องมาประจำการอยู่ที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้