เขาคว้าแชมป์บราซิลเลี่ยน ลีก ร่วมกับพาลไมรัส ในปี 2016 ในขณะที่มีอายุเพียง 22 ปี แล้วยังได้รับเลือกเป็นนักเตะดีเด่นประจำปีของบราซิล
นอกจากนี้ เขายังได้สวมเสื้อเบอร์ 9 ลงแข่งในฟุตบอลโลก รอบคัดเลือกอีกด้วย
เฆซุสยิง 7 ประตูทำให้แซมบ้าผงาดขึ้นมาเป็นที่หนึ่งในกลุ่มและผ่านเข้ารอบไปลุยเวิล์ด คัพ ที่รัซเซีย 2018
เขาเดินทางมาแมนเชสเตอร์ ในเดือนมกราคม 2017 หลังจากที่ได้ช่วยสังกัดเก่่าคว้าแชมป์ไปแล้ว เขาก็เปิดตัวในพรีเมียร์ ลีก ด้วยการทำ 23 ประตูจาก 50 เกมร่วมกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ แล้วยังมีส่วนร่วมช่วยทำอีก 24 ประตู จากการประเดิม 25 เกมมแรกในลีก (ยิง 18 โกล 6 แอซซิสต์)
หลายคนคงรู้สึกว่าการทำงานร่วมกับโค้ชระดับโลกอย่างเป๊ป กวาร์ดิโอล่า เป็นความกดดัน แต่เฆซุส เทพบุตรเท้าไฟของแฟนชาวไทย กล่าวว่า เขามีความสุขดีที่ได้เล่นฟุตบอลที่เขารักยิ่ง
“สำหรับผมแล้ว นี่คือโอกาส ผมไม่ได้มองว่านี่คือความกดดันเลย ผมได้ทำฝันให้เป็นจริง
“อาจมีคนทำงานส่วนหนึ่งที่คิดแบบนั้น แบบคนงานที่ต้องตื่นมาตั้งแต่ 6 โมงเช้าเพื่อเลี้ยงดูคนในครอบครัวและลูกๆ พวกเขาอาจได้ค่าแรงขั้นต่ำ อันนั้นต่างหากที่ถือว่าเป็นความกดดัน
“สำหรับเราแล้ว ถูกล่ะ เราต้องเอาชนะให้ได้ เพื่อให้ได้ตามเป้าหมายที่สโมสรวางไว้ และลงทุนไป แต่นี่ไม่ใช่ความกดดัน แต่เป็นเกียรติที่ได้เล่น และได้ทำในสิ่งที่เรารัก
“นี่คือสาเหตุที่ทำให้ผมทำงานนี้ เพราะเป็นความรัก ผมเล่นบอลอย่างตั้งใจ และเอาชนะจิตใจตัวเอง นี่คือเป้าหมายส่วนตัวและเป็นความฝันของผม
“มันคือเรื่องเหลือเชื่อ เมื่อคุณสามารถทำฝันให้เป็นจริงได้”
แต่หนทางของเขาก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ หลังจากลงเล่นเพียงสี่เกม เขาก็ได้รับบาดเจ็บและไม่ได้เล่น 13 นัดในปีแรกของเขา อีกทั้งการบาดเจ็บที่หัวเข่าในเดือนมกราคม ก็ทำให้เขาพลาดอีก 10 เกมในซีซั่นนี้
นอกจากนี้ เขายังต้องปรับตัวอีกมากมายในการดำรงชีพอยู่ที่อังกฤษ การที่มีผู้เล่นที่พูดภาษาโปรตุเกสได้ ช่วยเขาได้มาก
“ภาษาที่ผมถนััดคือ บราซิล และโปรตุเกส แต่ผมก็ได้พูดคุยกับผู้เล่นคนอื่นๆ ด้วย เราเล่นด้วยกัน หัวเราะ สนุกด้วยกัน มีความสุขทุกวัน
“เหตุที่ผมมีความสุขก็เพราะในปีแรก ที่โชคร้ายต้องผ่าตัด แต่ผมก็ยังทำได้ดี และมีความปรารถนาที่จะทำให้ดีขึ้นกว่าเดิม ผมอยากเล่นให้เต็มฤดูกาล เมื่อนั้นอาการผมก็จะดีขึ้น
“เป็นเรื่องยากมากๆ เมื่อคุณมาถึง ได้ลงเล่น แล้วก็บาดเจ็บ ปีต่อมาก็เป็นแบบเดิมอีก ทำให้เล่นไม่ได้ชั่วขณะ
“ถึงจะเป็นเรื่องน่ารำคาญ แต่ผมก็ยังมีความสุข เพราะสถิติต่างๆ และถ้วยรางวัลที่ได้มา”
เขายังเล่าต่อถึงชีวิตในปัจจุบันที่แตกต่างมากจากตอนที่อยู่บราซิล
“ตอนที่ผมย้ายมาจากบราซิล ผมยังเป็นแค่เด็กชายคนหนึ่ง แต่ตอนนี้ผมคือผู้ชาย จิตใจแกร่งขึ้น ทักษะในการสื่อสารก็พัฒนาขึ้น
“ผมได้กลายเป็นคนที่ดูแลคนอื่นๆ ได้ดี ในแบบที่พวกเขาทำกับผม และผมก็อยากจะเป็นเช่นนั้นไปตลอด นี่คือสิ่งหนึ่งที่ผมได้พัฒนาตัวเอง
“ผมให้ความสำคัญกับครอบครัวของผม เป็นสิ่งหนึ่งที่ผมทำได้ดีขึ้นด้วย
“ก็อย่างที่ผมบอกนั่นละครับ ว่า ผมได้กลายเป็นผู้ชายเต็มตัว!”