ประตูแรกได้จากการเตะฟรีคิกที่เยี่ยมยอดของอเล็กซานดาร์ โคลารอฟ ตามด้วยการยิงดับเบิ้ลของเอดิน เซโก้ ส่งให้เรือแล่นฉิวเข้าสู่รอบรองชนะเลิศในศึกแคปปิตอล วัน คัพ ได้สำเร็จ
แม้ว่ากุนซือมานูเอล เปเยกรินี่ไ ด้เปลี่ยนผังนักเตะที่แตกต่างจากการปะทะอาร์เซนอลเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาแปดแห่ง แต่กุนซือเรือก็ยังต้องคุมเชิงด้วยการส่งวินเซนต์ คอมพานี่, ปาโบล ซาบาเลต้าและดาบิด ซิลวา ลงเล่นในเกมนี้
ซิตี้เริ่มต้นด้วยการออกตัวชัดเจนว่าเป็นผู้คุมเกมในสนามโดยโคลารอฟได้ซัลโวเข้าไปเป็นประตูที่สองของเขา และเป็นประตูแรกในนัดนี้ที่ได้จากการยิงฟรีคิก 25 หลาในนาทีที่เจ็ด
แต่แล้วความคึกคักของซิตี้ก็เริ่มจางเมื่อซาบาเลต้าบาดเจ็บที่เส้นเอ็นร้อยหวายและต้องออกจากสนามไป ซึ่งทำให้จิ้งจอกได้ใจเพราะคิดว่าแดนหลังฝั่งขวาอาจสั่นคลอน อย่างไรก็ตามโบยาต้าได้เข้ามาเสียบแทนซาบาเลต้า
แต่เรือก็ไม่หยุดจู่โจม ห้านาทีก่อนจะหมดครึ่งแรก เอดิน เซโก้ ก็เจาะตาข่ายเป็นคนต่อมา ผู้มาเยือนนำไปก่อน 2-0 โดยนาบาสได้ส่งบอลตัดมาให้มิลเนอร์ทางซ้าย ซึ่งนักเตะชาวยอร์กเชียร์ก้ได้ชิ่งบอลต่อให้เอดินที่โหม่งเข้าไปง่ายดาย
แอนดี้ คิง ได้ส่งบอลหมายกระแทกประตูของโจ ฮาร์ท ที่เซฟลูกอันตรายได้ในนาทีที่ห้าหลังเริ่มครึ่งหลัง แต่สองนาทีต่อมาเอดินไม่รอช้าจัดการปั่นบอลเข้าไป โดยเจมส์ มิลเนอร์ ส่งต่อมาให้
เนื่องจากแมตช์สำคัญที่จ่อคิวอยู่ก็คือ เกมเยือนพบกับฟูแล่มและเรือจะต้อนรับการมาเยือนของลิเวอร์พูล ส่งผลให้เปเยกรินีจำต้องส่งซามีร์ นาสรี เสียบแทนดาบิด ซิลวาก่อนหมดเวลาฟูลไทม์ 20 นาที เป็นเรืองน่าดีใจที่พ่อมดเมอร์ลินได้รับการปรบมือดังลั่นจากแฟนๆ ของเลสเตอร์ ที่ดังไม่แพ้สาวกเรือใบ
สามประตูที่ทัพเรือเจาะไปได้น่าจะทำให้ผ่านฉลุยเข้าสู่รอบต่อไป แต่แล้วลอยด์ ไดรเออร์ ก็ได้ซัลโวประตูเข้าไปก่อนหมดเวลา 15 นาที ถือว่าเป็นประตูแรกของซิตี้ที่ถูกเจาะในรายการนี้ (ฤดูกาล 56/57) แต่ไม่ใช่ความผิดของนายทวารชาวอังกฤษเพราะลูกได้เปลี่ยนทิศทางจากการสกัดของคอมพานี่
อย่างไรก็ตาม เรืออีกสองขาที่เรือจะต้องฟันฝ่า เพื่อจะเข้าไปถึงรอบสุดท้ายที่สนามเวมบลีย์
คุณสามารถติดตามข่าวสารของสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ อย่างเป็นทางการได้ที่เว็บไซด์ mcfc.co.th และฟอลโลว์ทวิตเตอร์ @MCFCThai เพื่อรับข่าวสารอย่างทันท่วงทีและรายงานสดจากขอบสนามในวันที่มีเกมการแข่งขัน โดยทวิตเตอร์เป็นสื่อกลางในการติดต่อกับสโมสรฯ