นัดนี้ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ใช้หลักหมุนเวียนผู้เล่นดาวรุ่งมาลงสนาม นำโดย ฟิล โฟเด้น ที่เพิ่งรับรางวัลดาวรุ่งยอดเยี่ยมจากบีบีซีไปหมาดๆ พร้อมกับโทสิน อดาราบิโอโย่ และบราฮิม ดิแอซ ที่ได้เป็นตัวจริงร่วมชุดใหญ่เป็นนัดแรก
ส่วนเลสเตอร์ ซิตี้ ส่งเคเลชี อิเฮียนาโช อดีตผู้เล่นซิตี้มาเป็นกองหน้าล่าตาข่าย ส่วนเจมมี่ วาร์ดี้ ติดสำรอง
ประตูแรกของเกมตกเป็นของทีมเยือน อิลคาย กุนโดกัน พาบอลฝ่าด่านโหดสามแผงหลังเจ้าถิ่น พาบอลขึ้นมาถึงกรอบเขตโทษ ก่อนที่จะส่งให้แบร์นาโด้ ซิลวา ที่ซัลโวด้วยเท้าซ้ายเข้าตุงตาข่าย ซิตี้ขึ้นนำ 1-0 ในนาทีที่ 26
เคลาดิโอ้ บราโว่ ถูกทดสอบความสามารถจากอิเฮียนาโช่ อยู่เนืองๆ โดยเฉพาะในนาทีที่ 34 ชินจิ โอกาซากิ จ่ายบอลให้ อิเฮียนาโช่ หวดโล่งๆ แต่ติดเซฟของบราโว่
ครึ่งหลัง สองทีมทำอะไรกันไม่ได้ในช่วงเก้าสิบนาที กรรมการชูป้ายทดเวลาบาดเจ็บครึ่งหลัง ถึง 8 นาที ส่วนหนึ่งมาจากการปฐมพยาบาลม็องกาลาที่เลือดออกจมูก
เจ้าถิ่นได้ประตูตีเสมอในนาทีสุดท้าย เมื่อผู้ตัดสินระบุว่าไคล์ วอล์กเกอร์ ทำฟาลว์เดมาไร เกรย์ โดยเจมี่ วาร์ดี้ รับหน้าที่สังหารไม่พลาด เลสเตอร์ ตีเสมอ ซิตี้ 1-1 ทำให้เกมนี้ต้องต่อเวลาพิเศษ 30 นาที แต่สองทีมก็ยังทำอะไรกันไม่ได้ ต้องไปดวลกันที่จุดโทษแบบ ABBA
แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยิงจุดโทษไม่พลาดเลย ในขณะที่เจมี่ วาร์ดี้ และริยาด มาห์เรซ ยิงไม่เข้าในสองลูกสุดท้าย ซิตี้ผ่านเข้าสู่รอบเซมิ ไฟน่อล ด้วยการเอาชนะเลสเตอร์ด้วยการดวลจุดโทษ 4-3
ชัยชนะจากเกมนี้ทำให้ซิตี้ผ่านเข้าไปเล่นในรอบเซมิ ไฟน่อล สองขา โดยขาแรกจะเกิดในวันที่ 9 หรือ 10 มกราคม 2561 และขาสองจะเกิดขึ้นวันที่ 23 หรือ 24 มกราคม โดยคู่ต่อสู้อาจเป็นอาร์เซน่อล,บริสตอล ซิตี้หรือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, เชลซีหรือบอร์นมัธ โดยจะมีการจับสลากหลังจากจบเกมยูไนเต็ดเจอบริสตอล ซิตี้
แต่สถานีต่อไปของซิตี้ คือฟุตบอลพรีเมียร์ ลีก จ่าฝูงเรือใบสีฟ้าที่ขณะนี้นำฝูงห่าง 11 แต้ม จะเปิดบ้านรับมือบอร์นมัธในวันเสาร์ที่ 23 ธันวาคม และจะไปเยือนนิวคาสเซิล ในวันที่ 27 ธันวาคม