ราฮีม สเตอร์ลิ่ง สวมบทฮีโร่เป็นนัดที่สองติดต่อกัน ตะบันประตูสุดสวยในช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีสุดท้าย ช่วยซิตี้เก็บ 3 แต้มต่อไปได้อีกครั้งเป็นนัดที่ 12 ติดต่อกัน เตรียมทาบสถิติปืนใหญ่

ค่ำคืนอันแสนวิเศษได้เกิดขึ้นอีกครั้ง ณ เอติฮัด สเตเดียม ในเกมที่ซิตี้ เปิดบ้านทำศึกมิดวีค กับทีมแกร่งอย่าง "นักบุญแดนใต้" เซาแธมป์ตัน เกมนี้เป๊ป กวาดิโอล่า จะต้องช่วงชิงกึ๋นกับเพื่อนเก่าอย่าง เมาริซิโอ เปเยกริโน่ เปิดเกมมาในช่วงแรกเป็นเจ้าถิ่นซิตี้ ที่เริ่มทักทายก่อนจากจังหวะส่องไกลหลายต่อหลายครั้งของทั้ง แฟร์นันดิญโญ่,เควิน เดอบรอยน์ และกาเบรียล เฆซุส กองหน้าขาแด๊นซ์ฟอร์มแรง



ตลอดทั้งเกมในช่วงครึ่งแรก เป็นเจ้าถิ่นเรือใบสีฟ้า ที่ครองบอลบุกมากกว่า และสร้างสรรค์โอกาสยิงได้มากกว่า 10 ครั้ง แต่ยังไม่เป็นประตู ขณะที่เซาแธมป์ตัน เกมนี้มาด้วยวินัยเกมรับเต็มเปี่ยม แถมยังมีเกมเคาน์เตอร์ที่ดุดัน ไม่ได้ยอมให้ซิตี้รุมทึ้งอยู่ฝั่งเดียวจบ 45 นาทีแรก แมนฯซิตี้ ยังเจาะไม่เข้า เสมอกันไป 0-0 



เริ่มครึ่งเวลาหลังมาไม่ถึง 1 นาทีดี เรือใบสีฟ้าได้ฟรีคิกทางกราบซ้าย เควิน เดอบรอยน์ เปิดด้วยขวาบอลโค้งไปโดนปลายเท้าของ เวอร์กิล ฟาน ไดจ์ กองหลังเซาท์เข้าประตูไปให้ซิตี้ ได้ประตูคลายความกดดันอย่างรวดเร็ว 1-0 



จากนั้นเกมทำท่าว่าจะเป็นของเจ้าถิ่นทั้งหมด จากการโหมกระหน่ำยิงรัวๆจากทั้งเควิน เดอบรอยน์,อิลคาย กุนโดกัน และอเกวโร่ แต่ก็ยังไม่ผ่านมือผู้รักษาประตูอย่าง เฟรย์เซอร์ ฟอสเตอร์ จนกระทั่งมาในนาทีที่ 75 ทีมเยือนเซาแธมป์ตันได้ครอสเข้ามาจากกราบซ้าย เป็นฟาเบียน เดลฟ์ ที่กระโดดโหม่งบอลพลาด มาเข้าทางเลมิน่า ตวัดกลับไปให้โอเรียลโอ โรเมอู ใส่ด้วยขวาบอลพุ่งเข้าประตูไปให้เหล่า "เดอะ เซนต์" ตีเสมอได้สำเร็จ 1-1 



สถานการณ์บังคับให้แมนฯซิตี้ ต้องเปิดเกมรุกเข้าใส่อย่างสุดพลัง แนวรุกอย่างแบร์นาโด ซิลวา และดาวิด ซิลวา ถูกส่งลงมาในช่วงท้าย แต่ก็ยังทำอะไรไม่ได้มาก เกมเหมือนจะจบมาด้วยผลเสมอ แต่แล้วในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง ก็สวมบทพระเอกครั้ง หลังพาบอลเลาะตัดเข้าไปในเขตโทษ ก่อนได้จังหวะยิงปั่นโคงไปที่เสาสอง บอลเสียบมุมเข้าไปอย่างสวยงาม และนั่นเป็นโมเมนต์สุดท้ายก่อนที่เสียงนกหวีดจากผู้ตัดสินจะเป่าหยุดเกม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยังคงเก็บชัยชนะต่อเนื่องเป็นนัดที่ 12 ต่อกัน ใกล้เคียงสถิติเก่าของอาร์เซน่อลที่ 14 นัดเข้าไปทุกที