เซอร์จิโอ้ อเกวโร่ ก้าวขึ้นมาเป็นซูเปอร์ซับ ด้วยการทำประตูชัยในช่วงทดเวลาเจ็บใส่บริสตอล ซิตี้

เกมนี้คือขาแรก รอบรองชนะเลิศ ฟุตบอล คาราบาว คัพ รอบรองชนะเลิศ โดยจ่าฝูงพรีเมียร์ ลีก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เปิดสนามเอทิฮัดรับการมาเยือนของบริสตอล ซิตี้ ทีมอันดับ 4 ฝั่งแชมเปี้ยนชิพ ที่เข้ารอบมาอย่างเหนือเมฆ เมื่อเอาชนะแชมป์เก่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในขณะที่เรือใบสีฟ้า หวดจุดโทษเอาชนะเลสเตอร์ ซิตี้ 4-3 หลังเสมอกัน 1-1

อาคันตุกะกลายเป็นฝ่ายเฮฮาก่อน เมื่อได้ประตูขึ้นนำจากจุดโทษ หลังจากที่ม็องกาลาเสียบอลให้กับจอช บราวน์ฮิลล์ และส่งเข้าไปในเขตโทษให้บ็อบบี้ รี้ด ที่โดนจอห์น สโตน เข้าไปสกัด แต่ไม่โดนบอล กรรมการจึงตัดสินให้บริสตอลได้จุดโทษ บ็อบบี้ รับหน้าที่สังหารเอง บริสตอลนำไปก่อน 1-0 ในนาทีที่ 44

หนึ่งนาทีต่อมา เจ้าบ้านเกือบตีเสมอได้จากจังหวะขึ้นทำเร็วของแบร์นาโด้ ซิลวา ที่ส่งบอลให้ราฮีม สเตอร์ลิง ในเขตโทษ บอลเกือบเข้าตุงตาข่าย ถ้าเอเดน ฟลินท์ แดนหลังบริสตอล ไม่บึ่งมาโหม่งออกหลังไปอย่างหวุดหวิดเสียก่อน จบครึ่งแรกซิตี้ตกเป็นฝ่ายตาม

ในที่สุด เรือใบสีฟ้า ก็ทำประตูตีเสมอได้สำเร็จ เริ่มจาก เคลาดิโอ้ บราโว่ โยนบอลให้ กัปตัน เควิน เดอ บรอยน์ ที่วิ่งจี้เข้าไปในเขตโทษ ก่อนจะเล่นชิ่งกับสเตอร์ลิง จนมิดฟิลว์ชาวเบลเยี่ยม ซัดขวาเต็มเท้าระเบิดตาข่าย ทำให้ซิตี้ตีเสมอมาได้ 1-1 ในนาทีที่ 55

ช่วงทดเวลาเจ็บ นาทีที่ 91 เซอร์จิโอ้ อเกวโร่ ที่ลงมาเป็นตัวสำรองแทนยาย่า ตูเร ได้รับบอลที่แบร์นาโด้ ซิลวา ส่งเข้ามาในเขตโทษ ก่อนที่จะโยกหลบแดนหลังบริสตอลและโขกตุงตาข่าย ทำให้ซิตี้เฉือนบริสตอลด้วยสกอร์ 2-1 โดยสองทีมจะเจอกันอีกครั้งขาที่สอง ที่บ้านของบริสตอล ซิตี้ ในวันที่ 23 มกราคม 2561 แน่นอนว่าซิตี้หวังจะเอาชนะเพื่อไปเล่นรอบชิงชนะเลิศที่สนามเวมบลีย์

เกมนี้เดอบรอยน์คว้าแมนออฟเดอะแมตช์ไปครองอีกครั้ง ด้วยการโชว์ฟอร์มเด่นตลอดทั้งเกมและทำประตูตีเสมออีกด้วย

สถานีต่อไป วันที่ 14 มกราคม ซิตี้จะไปเยือนลิเวอร์พูล นี่จะเป็นหนึ่งในเกมยากลำบาก เพราะเจ้าบ้านคงต้องการเอาคืนหลังจากแพ้ด้วยสกอร์ 5-0 ที่เอทิฮัด