จากการที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ พ่ายให้กับเชลซี 2-1 ส่งผลให้ลิเวอร์พูลคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกในปีนี้ไปครองได้สำเร็จ และซิตี้ เสียแชมป์ลีกที่ครองมา 2 สมัยติด
กระนั้นมิดฟิลด์ชาวเบลเยียม ที่ซัดฟรีคิกอันสวยสดงดงาม ณ สแตมฟอร์ด บริดจ์ ยังกล่าวว่าเรายังมีภารกิจที่ต้องทำอีกสองรายการนั่นคือเอฟเอคัะ และแชมเปี้ยนส์ลีก
หลังจากที่ซิตี้ คว้าแชมป์คาราบาวคัพมาครองได้สำเร็จแล้ว ในซีซั่น 2019/20 นี้
STAY SAFE | City face coverings
“ผมคิดว่าเรายังมีโอกาสที่เปิดกว้างในการคว้าแชมป์เอฟเอคัพและ UCL” เขากล่าว
“ลองคิดดูสิ หากว่าเราคว้าแชมป์ที่เหลือนั้นได้… มันก็จะเป็นฤดูกาลที่เหลือเชื่ออยู่ดี! เรายังคงไม่หลุดโฟกัสใดๆทั้งนั้น และยังต้องสู้กันต่อไป”
“ผมคิดว่าเรายังคงยอดเยี่ยมอยู่เสมอหากไปเปรียบเทียบกับทีมอื่นๆอีกมาก”
“เรายังคงเป็นรองจ่าฝูง นั่นหมายความว่า หากลิเวอร์พูลคือทีมที่ดีที่สุด เราคือทีมที่ดีที่สุดอันกับที่สองเช่นกัน”
“เรารู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ [ที่จะแซงลิเวอร์พูลในช่วงหลังล็อคดาวน์]. คนเราผิดหวังเสมอแหล่ะเวลาที่ไม่ชนะ แต่ผมคิดว่าพวกเราทุกคนยอมรับด้วยความจริงใจว่าลิเวอร์พูลดีกว่าเราในปีนี้”
“ผมคิดว่าเราทำงานกันอย่างหนัก และเราก็เล่นกันได้อย่างยอดเยี่ยม แต่นั่นมันยังดีไม่พอ ซึ่งก็ไม่มีปัญหา พวกเรายอมรับมันได้
“[เกมกับเชลซี] ผมคิดว่าเรามีข้อผิดพลาด และการมาผิดพลาดกับเชลซีนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ดีเลย”
“หลังจากเราพลาด และโดนพวกเขาทำประตู – มันไม่ได้หมายความว่าเราเล่นไม่ดี แต่ในท้ายที่สุดแล้ว ทุกๆความผิดพลาดต่างหาก มันเป็นราคาที่เราต้องจ่ายและยอมรับสำหรับความพ่ายแพ้นี้”
“หากทุกอย่างเป็นไปตามแผนสำหรับเรา ผมคิดว่าเรายังมีเกมอีก 13 หรือ 14 เกม ดังนั้นเรายังมีเกมให้เล่นอีกมากมายและมีเป้าหมายอีกมากมายเช่นกัน”
“เราจะพยายามเอาชนะเกมให้ได้มากที่สุด ผมคิดว่าเราเป็นมืออาชีพและเราต้องการเกมเหล่านี้เพื่อความฟิตที่มากขึ้น เพื่อจังหวะต่างๆของเกมให้ลงตัวมากขึ้น มันสำคัญมากและเราจำเป็นต้องโฟกัสกับมัน”
“เห็นได้ชัดว่าเรายังมีเป้าหมายอีกมากมายที่ต้องทำมันต่อ ฉะนั้นไม่ใช่เวลาที่จะมาห่อเหี่ยวหรือผิดหวังกับอะไรทั้งนั้น เราต้องจริงจังกันต่อไป”
“ผมคิดว่าพวกเรายังคงเป็นมืออาชีพกันเสมอ”
แม้ซิตี้จะพบกับความพ่ายแพ้ ณ แสตมฟอร์ด บริดจ์ แต่ประตูของเจ้าตัวนั้น ถือเป็นประตูที่ 10 ในซีซั่นนี้ และยังคงรักษาสถิติ ทำประตูและแอสซิสต์ ได้เป็นจำนวนหลักสิบทุกซีซั่น นับตั้งแต่เกมแรกที่ลงเล่นในพรีเมียร์ลีก
ทำให้ตอนนี้ยอดมิดฟิลด์เลือดเบลเยียม ทำไป 16 แอสซิสต์ กับอีก 26 ประตู ใน 29 เกมลีก ถือเป็นสถิติที่ร้อนแรงอีกปีในซีซั่น 2018/20
อย่างไรก็ตาม เดอบรอยน์ยังคงถ่อมตัวว่าไม่เคยคิดถึงสถิติเหล่านั้น เขาเพียงแต่อยากช่วยทีมเป็นหลักมากกว่า
“ผมไม่เคยตั้งเป้าหมาย (สถิติส่วนตัว) ที่อยากจะทำอะไรทั้งนั้น” เขากล่าวเพิ่มเติม
DONATE NOW | Cityzens Giving for Recovery
“ผมอยากแค่ช่วยทีมและพยายามที่จะเอาชนะให้ได้แค่นั้น นั่นคือเป้าหมายหลัก”
“สิ่งที่ตามมาจะเป็นอย่างไรไม่สำคัญ รวมถึงสถิติเหล่านั้นด้วย”
“มันไม่ใช่ผมนิ่ที่เป็นคนตัดสิน (รางวัลส่วนตัวต่างๆ) สองปีที่แล้ว เราก็คว้าแชมป์ด้วยการห่างที่สองถึง 20 คะแนนเช่นกัน ผมก็ไม่รู้เขาตัดสินกันอย่างไร”
“ผมก็คิดว่าผมมีโอกาส ไม่ใช่ผมที่ตัดสินใจและสามารถจะวิเคราะห์ได้ว่าฤดูกาลนี้จะผ่านไปได้อย่างไร หรือสิ่งที่คุณจะได้รับในตอนจบนั้นจะเป็นสิ่งที่ดี เราต้องคอยดูกัน”
“ผมพยายามช่วยทีมให้คว้าแชมป์ได้เท่านั้น และอะไรจะเกิดขึ้นหลังจากนั้นก็ว่ากันไป”