เกิดอะไรขึ้นบ้าง
ออกสตาร์ทเกมครึ่งแรก มาได้แค่ 2 นาที “เรือใบสีฟ้า” ได้ทักทายก่อนหลัง ริยาด มาห์เรซ เปิดเตะมุมเข้ามาในกรอบ นิโกลัส โอตาเมนดี้ เทกตัวขึ้นโขกบอลหลุดกรอบออกไป
โอกาสส่องเข้ากรอบหนแรกของสาลิกาต้องถึง นาที 14 จากจังหวะที่ คาร์ล ดาร์โลว์ นายด่านเจ้าถิ่นเปิดบอลยาวมาให้ แอนดี้ แคร์โรลล์ เก็บบอลได้นอกกรอบก่อนจะพลิกตัวซัดด้วยขวาแต่บอลเบาไปเข้ามือ เคลาดิโอ บราโว่
อีก 3 นาทีต่อมา แชมป์เก่า แมนฯซิตี้ ได้ลุ้นขึ้นนำอีกหลัง ไคล์ วอล์คเกอร์ เปิดกึ่งยิงกึ่งผ่านไปหน้ากรอบ บอลไปโดนเท้า กาเบรียล เชซุส จังหวะสุดท้ายถากเสาสองออกไป
นาที 23 ทีมเยือนชวดได้ประตูอย่างน่าเสียดาย หลัง ราฮีม สเตอร์ลิง หลุดกับดักล้ำหน้าเข้าไปยกบอลแต่ยังไปติดมือ คาร์ล ดาร์โลว์ อีก 3 นาทีต่อมา สเตอร์ลิง ได้โอกาสซัดด้วยซ้ายเสาแรกอีกแต่บอลยังโดนนายด่านเจ้าถิ่นปฎิเสธทุบบอลออกไป ก่อนผู้ตัดสินจะเป่าพักคูลลิ่งเบรค
นาที 36 “สาลิกาดง” มาพลาดเสียจุดโทษ จากจังหวะที่ ไคล์ วอร์คเกอร์ ครอสไปหน้าปากประตู ฟาเบียน ชาร์ ไม่เล่นบอลเจตนาพลัก กาเบรียล เชซุส จนผู้ตัดสินเห็นแล้วเป่าให้จุดโทษฝั่งเรือใบ ก่อนที่ เควิน เดอ บรอยน์ จะซัดเข้าไปไม่เหลือ เป็นประตูที่ 100 ในชีวิตการค้าแข้ง ช่วยให้ แชมป์เก่าบุกมานำ 1-0
จบครึ่งแรก นิวคาสเซิ่ล ตามหลัง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 0-1
ครึ่งหลังทั้งสองทีมยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงตัวผู้เล่น นาที 53 “เรือใบสีฟ้า” ได้เสียวได้ลุ้นอีก จากจังหวะที่ ริยาด มาห์เรซ กดด้วยซ้ายนอกกรอบบอลพุ่งแรงเฉียดคานไปนิดเดียว
นาที 66 “สาลิกาดง” พลาดโอกาสตีเสมออย่างน่าเสียดาย หลัง อัลล็อง แซงต์-มักซิแม็ง หลุดเข้าไปในกรอบแล้วปาดมาหน้ากรอบ 6 หลาให้ ดไวท์ เกย์ล ซัดโล่งๆเหินคานออกไป
กระนั้น นาที 68 แมนฯซิตี้ มาได้ประตูนำห่างเป็น 2-0 บอลขึ้นจากแดนหลังก่อนมาถึง ฟิล โฟเด้น กระชากขึ้นมาแล้วจ่ายต่อให้ ราฮีม สเตอร์ลิง เลี้ยงจี้เข้าหน้ากรอบแล้วยิงด้วยขวาหนีมือ คาร์ล ดาร์โลว์ เสียบมุมเข้าไป
ลูกทีมของ เป๊ป เล่นกันแบบสบาย ครองบอลได้เหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด นาที 76 เกือบได้ลุ้นเม็ดที่สาม หลัง ราฮีม สเตอร์ลิง จ่ายบอลให้ ฟิล โฟเด้น ซัดด้วยซ้ายบอลพุ่งถากเสาไกลออกไปแบบได้เสียว
ช่วงท้ายเกมไม่มีประตูเพิ่มเติม จบเกม แมนฯซิตี้ ฟอร์มเฉียบบุกไปทุบเจ้าบ้าน นิวคาสเซิ่ล 2-0 ผ่านเข้าไปเล่นในรอบรองชนะเลิศ พบกับ อาร์เซน่อล ในช่วงวันที่ 18-19 กรกฎาคม นี้
Many happy returns
เควิน เดอบรอยน์ ยังคงถูกโฉลกเสมอกับการมายิงประตูยังเซนต์ เจมส์-พาร์ค
โดยหนนี้เจ้าตัวฉลองวันเกิดปีที่ 29 ด้วยการสังหารลูกโทษที่จุดโทษในนาทีที่ 37 ซึ่งนับเป็นประตูที่ 12 ในซีซั่นนี้ของเจ้าตัว และเป็นประตูที่ 3 ในรอบ 4 เกมหลังสุดอีกด้วย
แมนออฟเดอะแมตซ์
ราฮีม สเตอร์ลิ่ง : กับประตูที่ยอดเยี่ยมเป็นประตูปิดกล่อง 2-0 ซึ่งตลอดทั้งเกม ‘ราฮีม’ ปั่นป่วนแผงรับเจ้าถิ่นตลอดจนคาร์ล ดาร์โรล ต้องออกแรงจนอุดตลุด
ความเห็นหลังเกมจากบอส
“เราเข้าไปสู่รอบรองชนะเลิศแล้ว
“มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่เราต้องมาเจอกับทีมที่รับแน่นลึก แต่ลูกทีมทุกคนมีศัยภาพที่ยอดเยี่ยมมากๆจริงๆ
ผมแฮปปี้ที่เราได้กลับไปยังเวมบลีย์อีกครั้ง
ส่งผลอย่างไรต่อไป
แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จะไปตัดเชือกรอบรองชนะเลิศกับอาร์เซน่อล
ขณะที่อีกคู่เป็นแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พบกับ เชลซี
โดยทั้งคู่จะเตะกันที่เวมบลีย์ในวันที่ 17 และ 18 ก.ค.ต่อไป
โปรแกรมถัดไป
แมนฯซิตี้จะเดินทางกลับไปเฝ้ารังเอติฮัท สเตเดียม รอเจอกับลิเวอร์พูลต่อในวันพฤหัสนี้
โดยลูกทีมของกวาดิโอล่ายังมีภารกิจในเกมลีกคือการรักษาพื้นที่โควต้าแชมเปี้ยนส์ลีกไว้ให้ได้อย่างเหนียวแน่น
โดยเกมจะคิกอ๊อฟกันในเวลา 02.15 น.
รายชื่อนักเตะที่ลงสนาม
แมนฯซิตี้ เอแดร์ซอน โมราเอส - ไคล์ วอล์คเกอร์ (ชูเอา คานเชโล่ น.71), นิโกลัส โอตาเมนดี้, อายเมริค ลาปอร์กต์, เบนฌาแม็ง เมนดี้ - เควิน เดอ บรอยน์ (โรดรี้ น.71), อิลคาย กุนโดกัน, ดาบิด ซิลบา (แบร์นาร์โด ซิลวา น.64) - ริยาด มาห์เรซ (ฟิล โฟเด้น น.64), กาเบรียล เชซุส, ราฮีม สเตอร์ลิง
Subs: เอแดร์ซอน, สโตนส์, ซินเชนโก้, ซาเน่, ฮาร์วูด-เบลิส
นิวคาสเซิ่ล คาร์ล ดาร์โลว์ - ฮาเวียร์ มานกีโย่, ฟาเบียน ชาร์, จามาล ลาสเซลเลส, เฟเดริโก้ เฟร์นานเดซ, แดนนี่ โรส (วาเลนติโน่ ลาซาโร่ น.75) - มิเกล อัลมิรอน (โชลินตอน น.65), อิซัค เฮย์เด้น (แมทธิว ลองสตาฟฟ์ น.79), ฌอน ลองสตาฟฟ์, อัลล็อง แซงต์-มักซิแม็ง (เด อันเดร เยดลิน น.74) - แอนดี้ แคร์โรลล์ (ดไวท์ เกย์ล น.64)
Subs: ดูบราฟก้า, เชลวี่ย์, มุโตะ, คราฟท์, เยดลิน, ลาซาโร่, ลองสตาฟฟ์