บอสใหญ่ชาวคาตาลัน ย้ายมาคุมทัพซิตี้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ปี 2016 และหลังจากนั้นเป็นต้นมา เขาได้นำพาสโมสรไปสู่ความสำเร็จมากมาย
8 ถ้วยแชมป์จนถึงตอนนี้ ส่งผลให้เป็น เป็นผู้จัดการทีมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร 126 ปี
อย่างไรก็ตาม , สัญญาฉบับใหม่ของเขา จะสิ้นสุดลงในซัมเมอร์ปี 2023 , และผู้จัดการทีมวัย 49 ปีกำลังจะเดินหน้าทำลายอีกหนึ่งสถิติที่สำคัญของซิตี้
ในระหว่างระยะเวลาของสัญญาฉบับใหม่ , กวาดิโอล่า จะทำลายสถิติของเมอร์เซอร์ เขึ้นเป็นผู้จัดการทีมที่คุมทีมยาวที่สุดเป็นอันดับ 2 นับตั้งแต่ปี 1945 เมื่อฟุตบอลกลับมาแข่งขันกันอีกครั้งหลังจากยุคสงครามโลกครั้งที่ 2
เลส แม็คโดวอลล์ , ผู้ซึ่งคุมทีมยาวนานเกือบ 13 ปี ช่วงระหว่างเดือนมิถุนยนปี 1950 ถึงมีนาคมปี 1963 คือผู้ถืออครองสถิติคุมทีมยาวนานที่สุดอยู่ ณ ขณะนี้
แต่ช่วงก่อนที่กวาดิโอล่าจะเข้ามา มันคือยุคสมัยของเมอร์เซอร์ ผู้ซึ่งสร้างความสำเร็จ คุณค่า และปรัชญาให้กับสโมสรแห่งนี้
ช้อปเลย | ชุดซ้อมของซิตี้ประจำฤดูกาล 2020/21
เมอร์เซอร์เข้ามาคุมทัพซิตี้ในเดือนกรกฎาคมปี 1965 ทำงานร่วมกับโค้ชมัลคอล์ม อลิซซัน, อดีตนักเตะทีมชาติอังกฤษ ผู้นำสำโมสรเข้าสู่ยุครุ่งเรือง
1 แชมป์ลีก , เอฟเอตคัพ, ลีกคัพ และยูโรเปี้ยน คัพ ทั้งหมดนี้หลั่งไหลเข้ามาสู่สโมสรในช่วงเวลามากกว่า 6 ปีที่เขาอยู่กับเรา ก่อนที่จะแยกทางกันในเดือนตุลาคมปี 1971
ไม่แปลกใจที่ในทศวรรษต่อ ๆ มา ความสำเร็จของเมอร์เซอร์กลายเป็นเกณฑ์มาตรฐานที่ผู้จัดการทีมทุกคนปรารถนา
เป๊ป กวาดิโอล่าได้ใช้เวลา 4 ปีครึ่งอยู่ที่สโมสร จนถึงปัจจุบัน , ระยะเวลาการคุมทัพของเขานั้นยาวนานเป็นอันดับที่ 4 นับตั้งแต่หลังสงครามโลก ตามหลังแม็คโดวอลล์, เมอร์เซอร์ และ โทนี่ บุค ผู้ซึ่งคุมทัพเป็นเวลา 5 ปีในช่วงระหว่างปี 1974 - 1979
ตอนนี้ อนาคตของเขามีความมั่นคง รวมทั้งพยายามนำพาสโมสรไปสู่ความสำเร็จอีกครั้งในช่วงเวลา 2 ปีครึ่งข้างหน้านี้ , นอกจากนั้น เดือนมิถุนายน 2022 จะเป็นช่วงเวลาที่เขาจะมีอายุการคุมทีมจแซงหน้าเมอร์เซอร์
การนำทัพซิตี้ของกวาดิโอล่านั้น เป็นช่วงเวลาที่ยาวนานที่สุดของเขา สำหรับการคุมทีม 1 สโมสร
จากผลงานอันยอดเยี่ยมก่อนที่จะเข้ามาที่เอติฮัด กวาดิโอล่าคุมทีมบาร์เซโลน่า 4 ปี ในช่วงปี 2008-1012
เขาคือกุนซือที่พาทีมบาร์เซโลน่า ได้รับคำชื่นชมมากมายจากแฟนบอลทั่วโลก คว้าแชมป์เปี้ยนส์ลีก , 3 ลาลีก้าสเปน, 2 แชมป์ยูฟ่า ซุปเปอร์คัพ และ 2 แชมป์สโมสรโลก
หลังจากวันหยุดยาวร่วมกับครอบครัว 1 ปี เป๊ปตัดสินใจกลับมารับงานกุนซืออีกครั้ง โดยคุมทัพบาเยิร์น มิวนิค 3 ฤดูกาล
พาทีมคว้า 3 แชมป์บุนเดสลีก้า , 2 แชมป์เยอรมัน คัพ , แชมป์ยูฟ่า ซุปเปอร์คัพ และแชมป์สโมสรโลก พิสูจน์ความเก่งกาจของผู้จัดการทีมรายนี้ได้เป็นอย่างดี
และเขายังมาสานต่อความสำเร็จ ในการคุมบังเหียนที่เอติฮัด จนถึงจตอนนี้ พาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 2 สมัย , 3 แชมป์ลีกคัพ, 1 เอฟเอคัพ และ 2 แชมป์คอมมูนิตี้ชิลด์
ตลอดระยะช่วงเวลา ทีมของเขาได้สร้างมาตรฐานการเล่นแบบใหม่ให้กับฟุตบอลอังกฤษ ทีมของกวาดิโอล่าทำสถิติเป็นทีมแรกในฟุตบอลอังกฤษที่คว้าได้ 100 คะแนนในฤดูกาล 2017/18
และในปีต่อมา ฤดูกาล 2018/19 เขาได้สร้างสถิติที่น่าจดจำอีกครั้ง โดยการพาทีมคว้า 4 ถ้วยแชมป์ในประเทศ
เป็นสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อนในประวัติศาสตร์ของเรา
ติดตามพอดแคสต์ของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ได้ที่นี่
นับตั้งแต่วันที่เขาเข้ามา, บอสได้พูดอย่างชัดเจน ว่าเขาตกหลุมรัก และชื่นชมสโมสรแห่งนี้
ชัดเจนว่ามันเป็นความรู้สึกของทั้งสองฝ่าย
เป๊ปได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับความรู้สึก ความรัก และความภาคภูมิใจที่เขามีต่อสโมสร
“ผมรักสโมสรนี้ ผมรักเพราะผมรู้ว่าคนที่นี่ทำงานกันมานานมาก” เป๊ป กล่าวในเดือนกรกฎาคม
“เรามีประวัติศาสตร์ของเรา ผมรักมัน ผมชอบที่จะทำงานกับบุคคลเหล่านี้”
ตอนนี้ ถึงเวลาแล้วสำหรับฉากต่อไปของกวาดิโอล่า กับประวัติศาสตร์แมนเชสเตอร์ ซิตี้