Sunday 2 November 2014, the day another 44 year wait was ended.

ครั้งสุดท้ายที่ซิตี้เอาชนะแมนยูในศึกดาร์บี่สี่นัดรวดเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ในปีค.ศ 1970 และมาปีนี้ ซิตี้ก็ได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ขึ้นหลังจากที่เอาชนะแมนยูคู่ปรับสี่นัดติดต่อกัน

ผู้มาเยือนถูกลดเหลือสิบนายในนาทีที่ 37 เมื่อคริส สมอลลิ่ง ถูกใบแดงออกจากสนามหลังจากได้ใบเหลืองที่สอง ต่อจากนั้นเซอร์จิโอ้ อากูเอโร่ ก็ได้ยิงประตูแรกเปิดทางให้ซิตี้และกลายเป็นประตูชัยในนาทีที่ 62

โจ ฮาร์ท ได้เซฟลูกอันตรายของแอลเจิล ดิ มาเรีย ในนาทีที่ 76 นัดนี้มีหลายฝ่ายสงสัยว่าทำไมกรรมการไม่ให้ลูกโทษแก่เจ้าบ้าน หลังจากที่ถูกทำฟาลว์ในกล่องถึงสามครั้ง

ขณะนี้ในพรีเมียร์ ลีก แชมป์ซิตี้ได้เอาชนะห้านัดและพ่ายเพียงหนึ่งจากการปะทะทีมคู่แข่งที่มีอายุมากกว่ารวมหกนัด

นัดนี้กุนซือชิลีได้เปลี่ยนเจ็ดตัวนักเตะจากนัดที่พ่ายนิวคาสเซิลในศึกแคปปิตัล วัน คัพ โดยนำโจ ฮาร์ท, วินเซนต์ คอมพานี่, ซาบาเลต้า, เฟอร์นันโด้, นาบาสและอากูเอโร่มาเป็นตัวจริงตามสูตร 4-4-2

หมายความว่าเบิรธ์เดย์บอยอย่างสตีเฟ่น โยเวติช ก็ได้ฉลองวันเกิดด้วยการเป็นตัวจริงเคียงข้างอากูเอโร่ โดยมีมาร์ติน เดมิเคลิสกับเจมส์ มิลเนอร์ ที่ยังคงเป็นตัวจริง

ความจริงโคลารอฟได้เป็นตัวจริงในผังแต่ไม่อาจลงเล่นได้เพราะมีปัญหานิดหน่อยในขณะวอล์มอัพ ทำให้กาเอล คลิชชี่ได้ประจำตำแหน่งหลังซ้ายแทน ในขณะที่ซิตี้สูญเสียกำลังสำคัญคือดาบิด ซิลบา ในการปะทะกับนิวคาสเซิล

ฤดูกาลที่แล้ว ซิตี้เอาชนะแมนยู  4-1 โดยมีซามีร์ นาสรี เป็นกำลังสำคัญในการปะทะกับทัพของเดวิด มอยซ์ ซึ่งนาสรีก็ฟิตพอที่จะลงเล่นในนัดนี้เป็นตัวสำรอง

เกมนั้นนี้แมนยูมาด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยมหลังจากตีเสมอเชลซีในลีก เขาได้จัดทัพเต็มที่ด้วยการรวมขุมกำลังอย่างเวนย์ รูนีย์,อาดนัน จานูซาจแและดิ มาเรีย .

เมื่อเกมระเบิดขึ้น ช่วงเจ็ดนาทีแรกเป็นของซิตี้ อากูเอโร่ได้โชว์ฟอร์มเยี่ยมฝ่าดงปีศาจแดงเข้าไปถึงในกล่อง แม้ลูกซัดของเขาจะถูกนายทวารเกียเซฟไว้ได้ตรงเสาใกล้ก็ตาม แต่นั่นก็เป็นการประกาศว่าซิตี้พร้อมยิงผีแดงตลอดเวลา

นาทีที่ 20 ซิตี้ก็กดดันแมนยูมากขึ้นด้วยอากูเอโร่ได้โอกาสยิง ผู้ยิงคนต่อมาคือนาบาส แต่ก็ยังไม่อาจเจาะตาข่ายได้

หนึ่งนาทีต่อจากนั้น เฟอร์นันโด้ได้เป็นผู้นำทำแผนเคาท์เตอร์ แอคแทค ชิงบอลเข้ามาในแดนกลางได้ก่อนที่จะไปทางปีกซ้ายและกุนได้จังหวะยิงม้วนนอกกล่องอย่างงดงาม แต่นายทวารทีมชาติสเปนก็ยังไวตัวทันและเซฟไว้ได้เป็นครั้งที่สาม

ครึ่งแรกไม่ค่อยมีความต่อเนื่องในการบุกมากเท่าไรนักเพราะผู้มาเยือนมักทำฟาลว์แบบแทคติกอยู่เนืองๆ

แล้วแล้วแฟนแมนยูก็เสียใจหนักเมื่อต้องเสียคริส สมอลลิ่ง หลังจากถูกใบเหลืองใบที่สองจากการทำฟาลว์ต่อเนื่องภายในเจ็ดนาที

แดนหลังทีมชาติอังกฤษทำอะไรไม่ได้นอกจากยอมรับความพลาดของตัวเองที่ดันไปบล็อกเส้นทางของการเตะบอลของโจ ฮาร์ท ทำให้ได้ใบเหลืองในแรก ก่อนที่จะกระแทกเจมส์ มิลเนอร์ ล้มลงตรงปีกซ้าย และรับใบเหลืองใบที่สอง

ต่อจากนั้นก็มีซีรีย์ของการทำฟาลว์จากผู้มาเยือน แต่กรรมการหาได้ให้ลูกโทษแก่เจ้าบ้านไม่ เริ่มจาก เฟลไลนิซุ่มซ่ามทำฟาลว์เสียบขาของอากูเอโร่ ต่อจากนั้นมาร์คอส โรโจ ก็ได้ทำฟาลว์ยาย่า ตูเร ในนาทีสุดท้ายก่อนหมดเวลา อาจเป็นไปได้ว่ากรรมการโอลิเวอร์ไม่ต้องการลดจำนวนนักเตะของแมนยูลงไปให้เหลือเก้านาย แต่เมื่อดูรีเพลย์ทางทีวีจะเห็นว่า การตัดสินใจของกรรมการไม่ค่อยยุติธรรมนัก

ครึ่งแรกจบลงไปด้วยสกอร์ 0-0 เมื่อเริ่มครึ่งหลัง อากูเอโร่ถูกปัดขาล้มลงในกรอบ นี่น่าจะเป็นลูกโทษที่สาม กรรมกรโอลิเวอร์โบกมือปัดไม่รับการประท้วงจากฝั่งเจ้าบ้าน

ในที่สุดซิตี้ก็ตีไข่แตก เริ่มจากยาย่าส่งลูกไปให้คลิชชี่ที่อยู่ทางซ้าย คลิชชี่ส่งลูกตัดงดงามมายังกุนที่รอยิงอยู่ตรงกลาง และดาวยิงเบอร์หนึ่งของซิตี้ก็ยิงประตูแรกให้ชาวเรือใบชื่นใจจนได้

ต่อจากนั้นเอดิน เซโก้ และนาสรีก็ได้เข้ามาเสียบแทน โยเวติชและมิลเนอร์ ในช่วงที่แมนยูกระหายประตูตีเสมออย่างยิ่ง ต้องปรบมือดังๆให้นายทวารฮาร์ทที่โชว์ท็อฟฟอร์มสกัดลูกสุดอันตรายของดิ มาเรีย ไว้ได้ก่อนหมดเวลา 14 นาที นายทวารฮาร์ทได้ทำซูเปอร์เซฟ เซฟลูกยิงต่ำของนักเตะที่มีราคาแพงที่สุดในลีกขณะนี้

แม้ว่าซิตี้จะพยายามยิงประตูเพิ่มในช่วงห้านาทีทดเวลาเจ็บ แต่ก็ทำไม่ได้ ณ จุดนี้อะไรก็ไม่สำคัญเท่ากับชัยชนะและสามแต้มจากดาร์บี้แมตช์ ศึกที่การันตีกันด้วยศักดิ์ศรี ซึ่งเป็นที่ยินดีเมื่อซิตี้ได้ชนะแมนยูสี่นัดติดต่อกันจนได้ และทำให้แมนเชสเตอร์กลายเป็นสีฟ้าไปด้วยเหตุนี้

ร่วมใจลงเรือรบและเชียร์ซิตี้สดๆ ฟอลโลว์ทวิตเตอร์ @MCFCThai  โดยจะทวีตรายงานสดและโพสต์ภาพมันๆ จากขอบสนามในทุกเกมของซิตี้ และเยี่ยมชม เว็บไซด์อย่างเป็นทางการภาคภาษาไทยของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ mcfc.co.th