ซิตี้เสียพลาดสองโอกาสดีๆ ก่อนที่จะหมดครึ่งแรก และเสียท่าทีมฝั่งแชมป์เปี้ยนชิพด้วยแผนเคาท์เตอร์ แอคแทคในการทำประตูที่สองในครึ่งหลัง
มิดเดิลโบรัฟเดินทางมายังเอทิฮัดอย่างคึกคักและโชว์ฟอร์มได้ดี พ่วงตำแหน่งพ่ายแพ้เพียงหนึ่งนัดจาก 15 นัด พวกเขาสกัดกั้นได้ดีและบริหารทีมได้เยี่ยม
แม้ว่าซิตี้จะเป็นทีมที่ดีกว่าในครึ่งชั่วโมงแรก แต่แล้วอาจเป็นเพราะอาการเจทแล็กจากการไปเยือนอาบูดาบีและเพิ่งกลับมาถึงแมนเชสเตอร์ไม่ถึง 24 ชั่วโมงก็ต้องมาลุยศึกเอฟเอ คัพ ทำให้ซิตี้เหนื่อยล้าและเสียทีแก่ผู้มาเยือนก็เป็นได้
มานูเอล เปเยกรินี่ ได้เปลี่ยนสี่นักเตะหลังจากที่อาร์เซนอลเอาชนะไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ถือเป็นผังนักเตะที่แกร่งไม่ใช่เล่นสำหรับการชิงชัยในเอฟเอ คัพ
โอกาสที่ดีที่สุดของซิตี้เกิดขึ้นเมื่อเซอร์จิโอ้ อากูเอโร่ ซัลโวหมายเบิกสกอร์ให้ทีม แต่ช็อตยิงเฉียดประตูไปนิดเดียว ก่อนที่โทมัส เมเจียส ก็ได้สกัดลูกยิงของเจมส์ มิลเนอร์ และดีดริค โบยาต้า ที่ทั้งคู่ได้ยิงเผาขน
ต่อจากนั้น โทมัสก็ได้สกัดลูกของดาบิด ซิลบาที่ยิงไกล 20 หลา และช็อตยิงเร็วของสเตฟาน โยเวติช ดูเหมือนนายทวารโบโรจะแกร่งยิ่งกว่าเหล็กน้ำพี้เสียอีก
ในที่สุด โบโรก็เจาะตาข่ายได้เพียงแปดนาทีหลังเริ่มครึ่งหลัง เมื่ออัลเบิร์น อาโดมาห์ ได้ใช้นิ้วเท้าส่งบอลผ่านวิลลี่ กาบาเยโร่ ซึ่งเฟอร์นันโด้ได้พยายามเคลียร์บอลให้ แต่แล้วแพทริก แบรมฟอร์ด ก็จัดการซัดเข้าไปตุงตาข่าย
โบโรเกือบได้ประตูที่สองโดยการยิงของแกรนท์ ลีดบิตเตอร์ แต่กัปตันคอมพานี่ผู้กล้าได้บล็อกลูกอันตรายไว้ได้เฉียดฉิว
แต่แล้วโบโรก็เกือบทำประตูที่สองอีกเมื่อลี ทอมลิน ได้ส่งบอลอย่างชาญฉลาดเข้าไปในกรอบเขตโทษ แต่คราวนี้นายทวารวิลลี่ได้สกัดได้เยี่ยม
สองนาทีก่อนหมดเวลา แฟรงค์ แลมพาร์ด เกือบยิงตีเสมอให้จากช็อตที่บอลกระเด้งมาจากเสา แต่ในช่วงทดเวลาเจ็บ คิเคก็ได้ยิงประตูที่สองเข้าไป ทำให้แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ต้องตกรอบออกจากเอฟเอ คัพ ไปในที่สุด