เรือใบสีฟ้าโชว์ฟอร์มในเกมนี้โดยที่ยังห่างไกลจากฟอร์มที่ดีสุด หลังจากที่ถูกปืนใหญ่อาร์เซนอลยิงลูกโทษนำไปก่อนในครึ่งแรก ซึ่งลูกโทษนี้ตกเป็นกรณีวิจารณ์ว่าสมควรที่ผู้มาเยือนจะได้จริงหรือ
แม้ว่าจะยังมีหลายเกมให้เรือใบสีฟ้าได้ออกรบ แต่นี่ถือเป็นวันแห่งความโชคร้ายของซิตี้ที่เส้นทางผู้ไม่แพ้ถึงทางตันเสียแล้ว
ข้าศึกนัดต่อไปคือจ่าฝูงเชลซีที่แม่ทัพเปเยกรินี่จะต้องวางแผนให้รอบคอบในการยกพลไปเยือนลอนดอน
แม้นัดนี้ซิตี้จะได้ผู้เล่นสำคัญกลับคืนมาอย่างวินเซนต์ คอมพานี่, เซอร์จิโอ้ อากูเอโร่ ที่ได้ลงเป็นตัวจริงเป็นครั้งแรก หลังจากนัดที่เอาชนะบาเยิร์น มิวนิก 3-2 ในเดือนพ.ย.2557
เรือใบสีฟ้าเริ่มต้นได้ดีแม้จะไม่ได้สร้างโอกาสที่ดีเลย เมื่อผู้มาเยือนได้ยิงเบิกสกอร์ไปก่อนในครึ่งทางของครึ่งแรกหลังจากที่คอมพานี่ถูกกรรมการไมค์ ดีน ให้ใบเหลืองและแจกจุดโทษเป็นรางวัลแก่ปืนใหญ่ โดยอารอน แรมซี่ก็รับหน้าที่สังหารไม่พลาดเป้า
แม้รีเพลย์จะออกมาระบุชัดว่า นักเตะชาวเวลส์ล้มลงง่ายเกินไป และอาจเป็นเรื่องพลาดของกรรมการ แต่แล้วกาซอรล่าก็ได้โหม่งประตูเผาขนเข้าไปในครึ่งหลัง ทำให้ปืนใหญ่เป็นต่อสองประตู และทำให้ผู้มาเยือนเล่นอย่างกระยิ่มยิ้มย่องในเวลาที่เหลือ
ในครึ่งหลัง กุนซือวิศวกรได้ส่งสเตฟาน โยเวติช เสียบแทนเจมส์ มิลเนอร์ตั้งแต่ต้นเกม ซึ่งเขาก็ทำงานได้ดี
ด้านอากูเอโร่ได้โอกาสที่ดีหนึ่งช็อตหลังจากที่ซิลบาส่งลูกมาให้ แต่แดนหลังจอมสกัดของปืนใหญ่ก็ไม่ละเว้นช่องให้กุน
อีกหนึ่งโอกาสเด่นเมื่อนาบาสยิงลูกตัดต่ำมาด่านหน้า ทั้งอากูเอโร่และโยเวติชก็รับไม่ได้ บอลห่างจากพวกเขาไปไม่กี่นิ้ว
ในที่สุด อาร์เซนอลก็เป็นต่อมากขึ้นในนาทีที่ 68 เมื่อฟรีคิกของกาซอร์ล่าเจาะตาข่ายเจ้าบ้านได้สำเร็จ สุดท้ายก็ถึงทางตันในการเป็นผู้ไม่เคยแพ้ของซิตี้ที่ทำได้ 14 เกม
แม้ช่วงท้ายเกมและต่อเวลา ซิตี้จะโหมหนักเพื่อยิงให้ได้ แต่ก็ไม่อาจทลายกำแพงเสริมใยเหล็กของปืนใหญ่ไปได้