สำรวจความคิดเห็นจากซิติเซ่นส์ชาวไทย หลังแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เก็บชัยชนะได้ 2 เกมติด หลังกลับมาจากช่วงพักเบรคทีมชาติ

อาจเป็นกังวลเล็กน้อย เพราะทุกครั้งที่เหล่าขุนพลแมนเชสเตอร์ ซิตี้ มีคิวออกไปเล่นโปรแกรมทีมชาติ อาจส่งผลต่อฟอร์มของทีมยามที่กลับมาลงเล่นเกมลีก และรายการต่างๆ ของฤดูกาล แต่ 2 แมตซ์ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา พิสูจน์ให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพของทุกคนแล้วว่า มีความมุ่งมั่นมากแค่ไหน 

เริ่มจากเกมกับเบิร์นลีย์ ก่อนเกมอาจมีกังวลเล็กน้อยที่ว่าทีมจะไม่มีเอแดร์สัน และกาเบรียล เฆซุส สองแข้งบราซิลเลียนที่กลับมาจากภารกิจทีมชาติไม่ทัน แต่นั่นก็ไม่ได้สร้างปัญหาให้กับทีมแต่อย่างใด

ซิตี้ออกสตาร์ทอย่างสดใสและยิงประตูได้เร็วในนาทีที่ 12 เมื่อแบร์นาร์โด้ ตามเข้าไปซ้ำในระยะประชิดหลังจากที่นิค โป๊ป ปัดลูกยิงของ ฟิล โฟเดน ออกมา บอลไปเข้าทางของมิดฟิลด์ชาวโปรตุเกส

เจ้าบ้านซิตี้ครองเกมได้ตลอด แต่โอกาสหลายครั้งก็พลาดเป้าออกไป ริยาด มาห์เรซ ยิงข้ามคาน ก่อนที่ 20 นาทีถัดมา เดอ บรอยน์ จะบวกเพิ่มทำประตูของเราทิ้งห่างออกไปเป็น 2-0 พร้อมกับจบเกมไปด้วยสกอร์นี้ และ Man of the match ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน “เดอะ บับเบิ้ลกัมพ์” ผู้วิ่งพล่านไปทั้งสนาม จนได้ใจจากแฟน ๆ ไปแล้วเต็มร้อย 



นักเตะยอดเยี่ยมของสโมสร ประจำเดือนกันยายน ถือเป็นแข้งที่โชว์ฟอร์มได้โดดเด่นที่สุดคนหนึ่งของทีมอย่างแท้จริง หลังเริ่มฤดูกาลมาทั้ง 2 เดือน ขยัน รวดเร็ว พลังเหลือเฟือ น่าจะเป็นคำจำกัดความของแบร์นาร์โด้ ได้ดีที่สุด!

ถัดมาในเกม UCL รอบแบ่งกลุ่มนัดที่ 3 ซิตี้มีไฟท์บังคับที่ต้องเก็บ 3 คะแนนให้ได้ในการบุกไปเยือน คลับ บรูซ จากการพ่ายให้กับเปแอสเชมาในนัดก่อนหน้านี้ 

เกมนี้มีหลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้น แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กลับมาจากความพ่ายแพ้ต่อ PSG ได้อย่างงดงาม ในเกมที่บุกมาเอาชนะ คลับ บรูซ ไปอย่างท่วมท้น 5-1 โดยที่สกอร์นี้ เท่ากับประตูที่เราเคยทำได้ในเกมเยือนแชมเปี้ยนส์ลีก ที่ซิตี้เอาชนะทั้งบาเซิ่ล และเฟเยนูร์ด 4-0 ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี 



เจา กันเซโล่ ยิงเปิดหัวจากลูกครอสอันงดงามของ ฟิล โฟเด้น ก่อนที่ริยาด มาห์เรซ จะซัดจุดโทษ บวกเพิ่มเป็นประตูที่สองก่อนพักครึ่งแรก ก่อนที่จะกลับมาเตะครึ่งหลัง ในนาทีที่ 53 ซิตี้ขยับเพิ่มเป็น 3-0 จากจังหวะจ่ายบอลสุดเหนือชั้นของ เควิน เดอ บรอยน์ แตะเข้าเขตโทษให้ ไคล์ วอล์คเกอร์ สอดขึ้นมาหักข้อด้วยขวาผ่านมือ ซิมง มิโญเล่ต์ เสียบโคนเสาไกลเข้าไป

เข้าสู่ช่วง 1 ชม.เต็มของเกม โคล พาลเมอร์ ที่ได้เปลี่ยนตัวลงมาก่อนหน้านั้นเพียง 2 นาที ได้จังหวะซัด จากที่ราฮีม สเตอร์ลิ่ง กระชากขึ้นมาทางซ้ายก่อนตบย้อนเข้าในให้เจ้าตัว แตะเข้าเขตโทษเอียงตัวปั่นด้วยซ้ายผ่านมือ ซิมง มิโญเล่ต์ ซุกก้นตาข่ายอย่างสวยงาม เป็นประตูแรกในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ของเจ้าตัว



จนมาในนาทีที่ 81 เจ้าถิ่น ตีไข่แตกไล่มาเป็น 1-4 จากบอลทางขวาครอสเข้าเขตโทษแฉลบมาเข้าทาง ฮานส์ วานาเค่น โฉบมาตั้งเท้าแปด้วยขวาผ่านมือ เอแดร์ซอน เข้าประตูไป

แต่แล้วอีกเพียงแค่ 3 นาทีถัดมา ซิตี้ก็มาได้ประตูปิดกล่องเป็น 5-1 คราวนี้เป็น แฟร์นันดินโญ่ ทิ้งบอลยาวให้ ริยาด มาห์เรซ หลุดกับดักล้ำหน้าสอดขึ้นมาซัดแสกหน้า ซิมง มิโญเล่ต์ เข้าไป ผู้ตัดสินเช็ควีเออาร์ ก่อนยืนยันให้เป็นประตู หลังจากนั้นไม่มีสกอร์เพิ่ม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ บุกมาเอาชนะคลับ บรูซ ไปด้วยสกอร์ 5-1 



ซิตี้มีสถานการณ์ที่ดีในตารางคะแนนกลุ่ม A หลังเกมเพิ่มอีก 3 คะแนน ขึ้นไปรั้งรองจ่าฝูง ก่อนกลับมาเตะเกมพรีเมียร์ลีกในวันเสาร์นี้ กับการบุกเยือนไบรท์ตัน 23.30 น. เป็นต้นไป ซิติเซ้นส์ชาวไทย อย่าลืมมาให้กำลังพวกเรากันต่อนะ!