
สไตล์การเล่นที่ดุดัน ของมิดฟิลด์จอมถล่มประตูคนนี้ ที่เคยฝากฝีเท้าไว้กับ นครปฐม , ชลบุรี เอฟซี , บางกอกกล๊าส (บีจี ปทุม ในปัจจุบัน) รวมไปถึงชัยนาท ฮอร์นบิล เชื่อว่าแฟน ๆ คงจำลวดลายเพลงแข้งในสนามของเจ้าตัวได้ดี
DOWNLOAD แมนฯ ซิตี้ แอพพลิเคชั่น
เบิร์นเป็นลูกครึ่งเวลส์-อังกฤษ ซึ่งเกิดที่แมนเชสเตอร์ บ้านของเขาอยู่ห่างจากสนามซิตี้แค่ประมาณ 10 นาทีเท่านั้น เขาเริ่มเล่าถึงที่มาในการเป็นสาวกซิติเซ่นส์ของตัวเอง ด้วยภาษาไทยที่ชัดถ้อยชัดคำกับทีมงาน City Thai
“ที่บ้านของผมเชียร์ซิตี้กันทุกคน เช่นเดียวกันกับพี่ชายของผม เชียร์ซิตี้ตั้งแต่เกิด พอผมเกิดมาจำความได้ก็เชียร์พร้อมกับทุกคนในบ้าน”
“ตั้งแต่เด็กเวลาไปดูที่สนามมันสนุกมาก ทุกคนเป็นครอบครัวเดียวกัน นี่ผมหมายถึงตั้งแต่สนามเมน โร้ด เลยนะ ที่นั่นบรรยากาศแตกต่างจากเอติฮัดมาก ๆ ที่เมน โร้ด บรรยากาศคือที่สุดแล้ว เป็นสนามแบบออริจินัลของอังกฤษ รอบสนามก็มีซอยเล็ก ๆ ที่สามารถเดินจากหมู่บ้านไปเข้าสู่สนามได้”
แมนฯ ซิตี้ เคยติดต่อผมมาด้วยนะ!
จุดเริ่มต้นอาชีพการค้าแข้งของเบิร์น เคยอยู่กับทั้งครูว์ อเล็กซานดร้า , โบลตัน วันเดอเรอร์ส และสต็อคพอร์ท เคาน์ตี้ ในช่วงก่อนที่จะมาโลดแล่นในเวทีไทยลีก
“แมนฯ ซิตี้ เคยติดต่อผมมาด้วยนะ ตอนเด็ก ๆ แต่ตอนนั้นผมเลือกครูว์ อเล็กซานดร้า เพราะที่นั่นมีการปั้นเด็กที่ดีกว่า ซิตี้ในช่วงยุคสมัยนั้น อะคาเดมียังไม่ได้เหมือนกับตอนนี้”
“ผมเคยโดนใบแดงตอนเล่นกับซิตี้ด้วยนะ สมัยอยู่ที่โบลตัน ผมไปเสียบใส่ลี ครอฟต์ และจำได้เกมนั้น โจ ฮาร์ท ก็ลงเฝ้าเสาด้วย ตอนนั้นผมโดนแค่ใบเหลืองแต่ดันไปตบะแตกใส่ผู้ตัดสิน เลยโดนใบแดงไป”
“ผมเจอกับอะคาเดมี่ของซิตี้บ่อย ทั้งตอนที่อยู่กับโบลตัน และครูว์ ผมเคยยิงแฮตทริกใส่ซิตี้ ได้ด้วยนะ ช่วงอายุ 13-14 ปี” 

“ในช่วงยุคที่ผมดู นักเตะที่ชอบและเป็นไอดอลก็จะมีโคลิน เบลล์ คนนี้เปรียบเสมือนผู้นำของสโมสร เด็ก ๆ ที่ทั้งเริ่มมาเชียร์หรือเข้ามาเล่นฟุตบอลที่ซิตี้ก็จะรู้จักกันหมด มีพวก จอร์จี้ คินคลัดเซ , ไนออล ควินน์ , ฌอน โกเตอร์ และก็พอล ดิกคอฟ ด้วย เราเคยไปเที่ยวมาด้วยกันด้วย”

ปัจจุบันเจ้าตัวยังคงปักหลักครอบครัวอยู่ที่ประเทศไทย และล่าสุดพึ่งได้รับเชิญให้เป็นพิธีกรในรายการวิเคราะห์ศึกฟุตบอลยูโร 2020 อย่าง HERE COMES THE TIME จากทาง Mainstand และไทยรัฐ
CITY+ | สมัครฟรี เพื่อรับคอนเทนต์สุด Exclusive
จากประสบการณ์ในวงการลูกหนัง เช่นเดียวกับการติดตามเชียร์แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เบิร์นในวัย 36 ปี บอกกับเราถึงความแตกต่างในระหว่างช่วงยุคแรกตั้งแต่ที่เขายังเป็นเด็ก กับซิตี้ในยุคปัจจุบันที่ก้าวขึ้นมาเป็นทีมในระดับท็อป
“ผมคิดว่ามันเป็นเพราะพรีเมียร์ลีก มีการพัฒนาจนมีกำไรและเม็ดเงินให้กับสโมสรมากขึ้น ทำให้คุณภาพนักเตะที่เข้ามาเล่นมันดีขึ้นไปเรื่อย ๆ ช่วงก่อนนั้นไม่ค่อยมีแข้งฝีเท้าดีเข้ามาเล่นเท่าไหร่”
“ผมคิดว่าฤดูกาลล่าสุดเป็นฤดูกาลที่แปลกมากนะ ทั้งเรื่องโควิดและปัญหาอื่น ๆ เยอะมาก แต่เรื่องคุณภาพของทีมและผลงานเราทำได้ดีมาก”

“สำหรับแชมเปี้ยนส์ลีก ทุกคนคงรู้กันดีว่ามันเป็นเกมที่ตัดสินกันด้วยเกมเดียว ฉะนั้นการจะแพ้หรือจะชนะมันเกิดขึ้นได้หมด แต่ในความรู้สึกของผม ผมคิดว่าบอสเป๊ปอาจจะคิดมากเกินไป เพราะเราเล่นกันมาทั้งฤดูกาล เราใช้กองกลางตัวรับหมด แต่ในเกมนัดชิงโรดรี้หรือแฟนันดินโญ่ ไม่มีใครได้ลงสนาม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผมว่าปีต่อ ๆ ไป เราจะทำได้ดีกว่า เพราะปีนี้เรามีประสบการณ์แล้ว“
“ถ้าให้เลือกหนึ่งคนที่โดดเด่นที่สุด คนแรกเลยก็ต้องเป็น รูเบน ดิอาส มีความเป็นผู้นำในทีม โชว์ฟอร์มได้ดี และอายุไม่เยอะด้วย แค่ 23 เอง รวมไปถึงมิดฟิลด์ด้วย เดอ บรอยน์ และกุนโดกัน ที่ปีนี้เปลี่ยนมาเล่นตัวรุก และทำประตูได้มากมาย”
“อีกหนึ่งคนที่ยอดเยี่ยมมากคือฟิล โฟเด้น เหมือนกับว่า 2-3 ที่ผ่านมา เป๊ป ก็พยายามบิ้วท์อัพ ให้ลง 20 นาทีบ้าง 30 บ้าง มาตลอด จนมาในปีนี้เขากลายเป็นผู้เล่นหลักที่ทีมแทบจะขาดไม่ได้” 
อย่างที่เราบอกไปข้างต้นว่าครอบครัวของเขาเป็นซิติเซ่นส์กันทุกคน ไม่เว้นแต่รุ่นลูกของตัวเอง ลูกชายสุดหล่ออย่าง ลูคัส เบิร์น ที่นอกจากจะเป็นแฟนซิตี้แล้ว ยังมีไอดอลอย่างเซอร์กิโอ อเกวโร่ ตำนานดาวยิงสูงสุดของเราเป็นแบบอย่างอีกด้วย
“ลูกชายผมก็เป็นแฟนซิตี้ตัวยงเลย เขาเล่นมิดฟิลด์ตัวรุก เล่นได้ทั้งปีกซ้าย ปีกขวา และมีนักเตะที่ผมคิดว่าเก่งที่สุดในสีเสื้อซิตี้อย่าง เซอร์กิโอ อเกวโร่ เป็นไอดอลด้วย”

เชื่อว่าแฟน ๆ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ชาวไทย คงจะได้รู้จักเจ้าตัวเพิ่มขึ้นในฐานะ “ซิติเซ่นส์” ตัวจริงเสียงจริงมากยิ่งขึ้นแล้วนะครับ และต่อไปในโอกาสหน้าพวกเราทีม City Thai คงได้ร่วมกิจกรรมหรือสัมภาษณ์ “ไมเคิ่ล เบิร์น” เกี่ยวกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ อีกอย่างแน่นอน และนี่คือทั้งหมดในคอลัมน์ Fan Friday สัปดาห์นี้ สัปดาห์หน้าจะเป็นแฟนบอลสุดพิเศษคนไหน อย่าลืมติดตามนะครับ
( ขอขอบคุณรูปภาพประกอบจาก FB: Michael Byrne , IG: mtbyrne23 )