แมตซ์รีพอร์ต

เรือใบไล่ถล่ม "แชมป์ใหม่" ไม่ไว้หน้า 4-0

เรือใบไล่ถล่ม "แชมป์ใหม่" ไม่ไว้หน้า 4-0
Premier League
Premier League
พฤ. 2 ก.ค.
4
0
Kevin De Bruyne 
(25’), 
Raheem Sterling 
(35’), 
Phil Foden 
(45’), 
Alex Oxlade-Chamberlain 
(66’)
ชมไฮไลท์
แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เปิดรังเอติฮัท รัวยิงลิเวอร์พูล ทีมแชมป์พรีเมียร์ลีกปีล่าสุดไป 4-0

เควิน เดอบรอยน์ ซัดสุดโทษให้ทีมออกนำก่อน ต่อมาสเตอร์ลิ่งและโฟเดนทำกันคนละประตู และประตูสุดท้ายทีมเยือนลิเวอร์พูลทำเข้าประตูตัวเอง

จากจังหวะที่สเตอร์ลิ่งล็อคบอลแต่งเข้าขวาและยิง จังหวะสุดท้ายบอลไปโดนแชมเบอร์เลน เข้าประตูตัวเองไป

ไม่มีอะไรจะสมบูรณ์แบบไปกว่านี้อีกแล้ว

เกิดอะไรขึ้นบ้าง?

ก่อนเริ่มเกมผู้เล่น แมนซิตี้ ยืนตั้งแถวบริเวณทางเดินลงสนามพร้อมกับปรบมือเพื่อเป็นเกียรติให้กับผู้เล่นลิเวอร์พูลในฐานะแชมป์ลีกสูงสุดซีซั่นนี้ที่การันตีไปก่อนหน้านี้แล้ว

ผ่านมาถึงนาทีที่ 10 เควิน เดอ บรอยน์ ได้โอกาสกระชากบอลก่อนหวดเต็มข้อในกรอบเขตโทษลิเวอร์พูล แต่ดันไปติดบล็อกของ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ที่ยืนอยู่ถูกที่ถูกเวลา

นาทีที่ 14 แมนซิตี้ทำเสียวจากการเปิดบอลของ นิโกลัส โอตาเมนดี้ ทางฝั่งซ้ายพุ่งเลยผ่านแผงหลังหงส์แดงไปทางเสาไกลมี ฟิล โฟเด้น ที่พยายามล้มตัวแหย่เท้าแต่ไม่ถึงส่งผลให้บอลหลุดออกหลังไป

นาทีที่ 19 ลิเวอร์พูล หวิดได้ประตูขึ้นนำจากจังหวะสวนกลับไว ฟีร์มิโน่ หักข้อส่งบอลให้ ซาลาห์ พาบอลกระชากตัดเข้าในบริเวณกรอบเขตโทษก่อนกดด้วยเท้าซ้ายเต็มข้อบอลพุ่งแรงผ่านมือ เอแดร์ซอน ไปชนเสาอย่างจังแต่ยังไหลไปเข้าทาง มาเน่ ที่ตามมาเก็บบอลแต่เจ้าตัวดันจับไม่ดีบอลหลุดออกเส้นหลังไปอย่งน่าเสียดาย

"ทัพเรือใบสีฟ้า" ขึ้นนำ 1-0 นาทีที่ 25 เมื่อได้ลูกจุดโทษจากจังหวะที่ ราฮีม สเตอร์ลิง ใช้ความสามารถเฉพาะตัวบังบอลพาเข้าไปในกรอบเขตโทษทีมเยือนก่อนถูก โจ โกเมซ ดึงล้มลง แอนโธนี่ เทย์เลอร์ ผู้ตัดสินนัดนี้ไม่รอช้าเป่าฟาวล์แถมให้ใบเหลืองกับ โจ โกเมซ อีกด้วย และเป็น เควิน เดอ บรอยน์ รับหน้าที่สังหารเข้าไปไม่เหลือซาก    
    
นาทีที่ 33 เอแดร์ซอน โมราเอส นายด่านแมนซิตี้โชว์การอ่านเกมด้วยการวิ่งออกมาตัดบอลนอกกรอบเขตโทษทางฝั่งซ้ายก่อนที่ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ จะถึงบอลแล้วมีโอกาสหลุดเข้าไปยิงประตู

นาทีที่ 35 แมนซิตี้นำห่างเป็น 2-0 จากจังหวะไหลบอลแบบงามหยดของ ฟิล โฟเด้น บริเวณกลางกรอบเขตโทษไปให้ ราฮีม สเตอร์ลิง หลุดขึ้นไปแต่งบอลเข้าเท้าขวาก่อนจิ้มผ่านตัว อลิสซอน เบ็คเกอร์ เข้าไปกองก้นตาข่าย

เกมรุกของซิตี้ยังคงดุดันแถมฉีกแนวรับทัพหงส์แดงแบบขาดกระจุย นาทีที่ 45+1 ทำประตูทิ้งห่างเป็น 3-0 จากจังหวะทำชิ่งของ ฟิล โฟเด้น ที่พลิกตัวส่งให้ เดอ บรอยน์ ก่อน โฟเด้น วิ่งไปรับบอลอีกครั้งแล้วกระชากเข้าไปซัดผ่านมือ อลิสซอน เบ็คเกอร์ ทำเอาตาข่ายสั่นสะเทือน

จบครึ่งแรก แมนฯ ซิตี้ โชว์ฟอร์มเกินคาดเปิดบ้านนำ ลิเวอร์พูล 3-1

มาลุ้นต่อครึ่งเวลาหลัง ลิเวอร์พูลปรับแผนโดนส่ง อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน ลงเล่นแทน โจ โกเมซ

กาเบรียล เชซุส เกือบบวกสกอร์เพิ่มให้แมนซิตี้ได้จากความผิดพลาดของ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ที่จะทุ่มให้เพื่อนร่วมทีมแต่ไม่ถึงเลยถูก เชซุส ใช้ความเร็วตัดบอลกระชากจี้เข้าหาเขตโทษก่อนตัดสินใจแปเล่นทางแต่ไม่ดีพอบอลไหลเข้ามือ อลิสซอน เบ็คเกอร์ รับเข้ามือ

ผ่านมาถึงนาทีที่ 66 แมนซิตี้ ไม่ยอมผ่อนเกมได้ประตูนำขาด 4-0 เควิน เดอ บรอยน์ จ่ายบอลตัดแนวรับหงส์แดงให้ สเตอร์ลิง หลุดเข้าไปหักหลอกหนึ่งจังหวะก่อนซัดด้วยเท้าซ้ายผ่านมือ อลิสซอน เบ็คเกอร์ บอลทำท่าจะไม่ตรงกรอบแต่กลับไปถูกขา อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน ที่พยายามยื่นมาสกัดเปลี่ยนทางเข้าประตูตัวเอง

นาทีที่ 76 ลิเวอร์พูล ได้โอกาสลุ้นประตูจาก ซาลาห์ ที่ปั่นโค้งด้วยเท้าซ้ายนอกกรอบเขตโทษแต่น้ำหนักดูเหมือนจะเบาเกินไปทำให้ เอแดร์ซอน กระโดดรับไว้ไร้ปัญหา

ช่วงทดเวลานาทีที่ 90+4 แมนซิตี้ เกือบได้ประตูที่ 5 เมื่อ ริยาด มาห์เรซ หลุดเดี่ยวเข้าไปซัดประตูผ่านมือ อลิสซอน เบ็คเกอร์ เข้าไปแต่เมื่อย้อนดูวีเออาร์แล้วเกิดการแฮนด์บอลก่อนในจังหวะที่ มาห์เรซ จะหลุดเดี่ยวจึงทำให้ไม่ได้ประตู จบเกม แมนฯ ซิตี้ เปิดบ้านถล่มลิเวอร์พูล ยับเยิน 4-0

โฟเดน และเดอบรอยน์ สุดเพอร์เฟกต์

ทั้งสองผู้เล่นถือเป็นคีย์แมนคนสำคัญในเกมนี้กับการเล่นร่วมกันอย่างรู้ใจในทุกๆจังหวะ

โฟเดนได้ยกระดับการเล่นของเขาขึ้นในทุกๆครั้งที่ได้ลงสนาม เช่นเดียวกันแมตซ์นี้ เขาทำประตูกับยอดผู้รักษาประตูอย่าง อลิซอน ได้สำเร็จ

เดอบรอยน์ก็อยู่ในทุกหนทุกแห่งทั่วสนาม และมีส่วนกับทุกประตูของทีมแบบชัดเจน

นี่คือคีย์แมนสำคัญสำหรับทีมของกวาดิโอล่าในฤดูกาลหน้าอย่างแน่นอน

ไลน์-อัพ :

แมนฯ ซิตี้ : เอแดร์ซอน โมราเอส -  ไคล์ วอล์คเกอร์ ( ชูเอา คันเชโล่ น.73), นิโกลัส โอตาเมนดี้, เอมเมอริค ลาป๊อร์กต์ (์นิโกลัส โอตาเมนดี้ น.79), เอริค การ์เซีย - อิลคาย กุนโดกัน, โรดรี้ - เควิน เดอ บรอยน์, ฟิล โฟเด้น, ราฮีม สเตอร์ลิง (แบร์นาร์โด้ ซิลวา น.79) - กาเบรียล เชซุส (ริยาด มาห์เรซ น.58)

ลิเวอร์พูล : อลิสซอน เบ็คเกอร์ - เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ (เนโก วิลเลี่ยมส์ น.76), โจ โกเมซ (อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน  น.46), เฟอร์กิล ฟาน ไดค์, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน - จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, ฟาบินโญ่, จอร์จินโย่ ไวนัลดุม (นาบี เกอิต้า น.62) - โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ (ดิว็อค โอริกี้ น.62), ซาดิโอ มาเน่ (ทาคูมิ มินามิโนะ น.85)

หมายความว่าอย่างไร…

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เก็บเพิ่ม 3 คะแนนและมีอันดับห่างจากเลสเตอร์ ซิตี้ อยู่ถึง 11 คะแนน และห่างจากจ่าฝูงลิเวอร์พูลอยู่ 20 คะแนน

โปรแกรมนัดถัดไป?

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จะบุกไปเยือนเซนต์แมรี่ สเตเดียม ของเซาแธมป์ตัน

โดยจะเตะกันในเวลา 01.00 น. ถ่ายทอดสดทาง BBC 1.

เกมนัดต่อไป

ตารางแข่งทั้งหมด

Premier League

Soton

BST

Man City
เข้าชมพันธมิตรของสโมสรทั้งหมด

Mancity.com

31?